⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3134/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3134/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดให้คืนของกลางแก่เจ้าของแล้ว หากของกลางนั้นถูกขายไปแล้ว เจ้าของมีสิทธิเรียกเงินค่าขายคืนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ถูกทวงถาม

ย่อคำพิพากษา

กรณีที่พนักงานศุลกากรยึดสิ่งใดๆ อันจะพึงริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่ยื่นคำร้องเรียกเอาภายในกำหนด 60 วัน สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิด 30 วัน สำหรับสิ่งอื่นนับแต่วันที่ยึดให้ถือว่าเป็นสิ่งไม่มีเจ้าของ และให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นหมายถึงกรณีที่ไม่มีการฟ้องคดีอาญาต่อศาล ถ้าเป็นกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ย่อมอยู่ในอำนาจของศาลที่จะพิพากษาให้ริบหรือไม่ริบของกลาง เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดให้คืนของกลางแก่เจ้าของการที่พนักงานศุลกากรยึดถือครอบครองของกลางไว้ต่อมา ย่อมเป็นการรักษาไว้แทนเจ้าของตามหน้าที่ราชการ หากของกลางนั้นได้ถูกขายไปแล้ว ก็ชอบที่จะต้องคืนเงินค่าขายของนั้นให้แก่เจ้าของนับแต่เวลาที่ถูกทวงถาม มิฉะนั้นย่อมตกเป็นฝ่ายผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งของกลางอันเป็นคุณแก่บุคคลใด อาจใช้ยันบุคคลอื่นได้ เว้นแต่บุคคลอื่นจะพิสูจน์ได้ว่ามีสิทธิดีกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145(2) ศาลอาญาพิพากษาถึงที่สุดให้คืนของกลางแก่โจทก์เมื่อวันที่13พฤษภาคม 2501 โจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 30มิถุนายน 2501ต่อศาลอาญาว่า อธิบดีกรมศุลกากรปฏิเสธไม่ยอมคืนของกลางให้ขอให้ศาลอาญาสั่งบังคับ ศาลอาญาสั่งยกคำร้องโจทก์โดยว่ามีข้อโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของกลางอยู่ ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งโจทก์อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งต่อมาศาลอุทธรณ์และฎีกาพิพากษายืนโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน2507เรียกให้คืนเงินค่าขายของกลางพร้อมทั้งดอกเบี้ย ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องเรียกทรัพย์คืน มิใช่เรื่องละเมิดซึ่งจะต้องฟ้องภายใน 1 ปีดังที่จำเลยต่อสู้ เพราะโจทก์มิได้ฟ้องเรียกเอาค่าเสียหาย คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชากิจการงานของกรมศุลกากร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล ได้ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ในกิจการของจำเลยที่ 1 ตามปกติ หาต้องรับผิดเป็นส่วนตัวไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.49 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.24 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.25 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ พนักงานอัยการ กรมอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเม้ง พันธ์เผือก กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลอาญาตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ๒๘๔/๒๕๐๑ หาว่านำสินค้ายังไม่เสียภาษีเข้ามาในราชอาณาจักรขอให้ลงโทษและสั่งริบสินค้ามีราคา ๑,๑๑๗,๕๘๕.๒๖ บาท ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๑ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ คืนสินค้าให้โจทก์ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๐๑ศาลพิพากษายกฟ้อง ส่วนสินค้าให้คืนแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของตามคดีหมายเลขแดงที่ ๗๙๗/๒๕๐๑ คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยที่ ๑ ให้คืนสินค้าหรือใช้ราคาให้โจทก์ภายใน ๓ วัน จำเลยที่ ๑ รับทราบเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม๒๕๐๑ แต่ไม่ยอมคืนสินค้าหรือใช้ราคาให้โจทก์ถือว่าผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๑๑กรกฎาคม ๒๕๐๑ เป็นต้นมา จำเลยที่ ๑ โดยคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ได้ขายทอดตลาดสินค้าไปก่อนศาลอาญาพิพากษา ได้เงิน ๑,๑๑๒,๘๘๗.๕๐ บาท โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอรับสินค้าคืนตามคำพิพากษาจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่า โจทก์มิใช่นายเบ๊หรือจือเฮ้าแซ่ตั้ง ตัวจริง ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้า ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยเห็นว่ายังมีประเด็นข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาในทางแพ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์เป็นเจ้าของสินค้า จำเลยจะต้องคืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสินค้าให้โจทก์ จึงขอให้พิพากษาให้จำเลยรับผิดชอบเป็นลูกหนี้ร่วมกันชำระเงิน๑,๖๐๙,๘๒๗.๖๒ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงิน ๑,๑๑๒,๘๔๗.๕๐บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ใช่นายเบ๊ มิใช่เจ้าของสินค้ารายพิพาทพนักงานอัยการฟ้องนายเม้ง พันธ์เผือก กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีหมายเลขดำที่ ๒๘๔/๒๕๐๑ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์ได้รับสินจ้างมาแสดงตนเป็นเจ้าของสินค้ารายพิพาทและสมคบกับพวกปลอมเอกสารนำมาใช้ต่อศาลอาญาและเบิกความเท็จพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้สอบสวนโจทก์แล้วอยู่ในระหว่างดำเนินคดี สินค้าที่ยึดบางชนิดเป็นของเสียง่ายหรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย จำเลยที่ ๑จึงได้ขายไปก่อนถูกริบหรือเป็นของแผ่นดินแล้วรักษาเงินไว้ ของอื่นที่เหลือได้รักษาไว้จนวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ ไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของและตกเป็นของแผ่นดินแล้ว จึงขายของอื่นที่เหลือในฐานะเป็นของแผ่นดินรวมค่าขายสินค้ารายพิพาทเป็นเงิน ๑,๑๑๒,๘๔๗.๐๕ บาท จ่ายเป็นค่าสินบนและรางวัล และหักค่ากุลีขนของและค่ารถบรรทุกแล้วเหลือเงิน ๔๙๘,๘๐๒.๑๘ บาทนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเอาจากจำเลย สินค้ารายพิพาทนี้เจ้าหน้าที่ยึดไว้เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๐๐ ไม่มีผู้ใดอ้างตัวเป็นเจ้าของ ต่อมาวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๐๑ จึงมีคำร้องในนามของนายเบ๊หรือจือเฮ้า แซ่ตั้ง ส่งมายังจำเลยที่ ๑ ขอคืนของดังกล่าวซึ่งเป็นระยะเวลา ๑ ปีของนี้ตกเป็นของแผ่นดินแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ จึงไม่อาจคืนให้ได้คดีของโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่เคยเป็นคู่ความกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๗๙๗/๒๕๐๑ของศาลอาญา โจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะใช้สิทธิในคำพิพากษาดังกล่าวมายันจำเลยไม่ได้ กรรมสิทธิ์ในสินค้ารายพิพาทตกเป็นของแผ่นดินก่อนที่โจทก์จะร้องขอต่อศาลอาญาและก่อนศาลอาญาพิพากษา เงินค่าขายสินค้ารายพิพาทหมดสภาพเป็นของกลาง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืนโดยอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดเป็นส่วนตัว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า โจทก์ไม่ใช่นายเบ๊หรือจือเฮ้า แซ่ตั้ง ตัวจริงซึ่งเป็นเจ้าของสินค้ารายนี้ตามคำพิพากษาคดีอาญา ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า โจทก์ใช่นายเบ๊หรือจือเฮ้า แซ่ตั้ง ตัวจริง ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าของกลางตามคำพิพากษาในคดีอาญา และวินิจฉัยในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คำพิพากษาศาลอาญาคดีแดงที่ ๗๙๗/๒๕๐๑ เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งสินค้าของกลางเป็นคุณแก่โจทก์อาจใช้ยันแก่จำเลยได้ เว้นแต่จำเลยจะพิสูจน์ได้ว่ามีสิทธิดีกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕(๒) ซึ่งศาลอาญามีอำนาจพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๙ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีสิทธิในสินค้าของกลางดีกว่าก็คือสินค้าของกลางถูกเจ้าพนักงานศุลกากรยึดมา เจ้าของไม่มายื่นคำร้องเอาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันยึด ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ ตกเป็นของแผ่นดินก่อนโจทก์จะร้องขอต่อศาลอาญาและก่อนศาลอาญามีคำพิพากษา ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๗ ให้ริบของใด ๆอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ประกอบด้วยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒แต่สินค้าของกลางนี้ปรากฏตามคำพิพากษาศาลอาญาคดีแดงที่ ๗๙๗/๒๕๐๑แล้วว่า มิได้เนื่องด้วยความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้นจึงจะริบมิได้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ บัญญัติถึงสิ่งใด ๆอันจะพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พนักงานศุลกากร มีอำนาจยึดไว้ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาภายในกำหนด ๖๐ วันสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิด ๓๐ วันสำหรับสิ่งอื่นนับแต่วันที่ยึดให้ถือว่าเป็นสิ่งไม่มีเจ้าของ และให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น สิ่งของที่จะตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรานี้จะต้องเป็นกรณีที่ไม่มีการฟ้องคดีอาญานั้นต่อศาล ถ้าเป็นกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลแล้วย่อมอยู่ในอำนาจของศาลที่จะพิพากษาให้ริบหรือไม่ริบของกลาง หากถือว่าของกลางตกเป็นของแผ่นดินแล้วตามที่จำเลยยกขึ้นอ้าง ก็ไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่พนักงานอัยการโจทก์จะต้องมาร้องขอต่อศาลให้พิพากษาริบของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้วให้ตกเป็นของแผ่นดินอีก ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๓/๒๕๑๒พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์นางสาวเฮียะ แซ่เช้า ผู้ร้อง นางฮวย แซ่เช้าจำเลย สินค้าของกลางในคดีนี้จึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน การครอบครองสินค้าของกลางของจำเลยเป็นการรักษาไว้แทนเจ้าของตามหน้าที่ทางราชการโจทก์มีสิทธิฟ้องเอาสินค้าของกลางคืน เมื่อจำเลยได้ขายสินค้าของกลางไปแล้ว จำเลยก็ต้องถือเงินค่าขายของนั้นไว้แทนสินค้าของกลางตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๕ และชอบที่จะคืนเงินนั้นให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ขายไป คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเอาเงินค่าขายสินค้าของกลางของโจทก์คืนเป็นเรื่องเรียกทรัพย์คืน กรณีมิใช่เป็นเรื่องละเมิดซึ่งจะต้องฟ้องภายใน ๑ ปีดังที่จำเลยต่อสู้เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกเอาค่าเสียหาย คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ระหว่างเกิดเรื่องนี้จำเลยที่ ๒ เป็นอธิบดีกรมศุลกากร มีอำนาจหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชากิจการงานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ในกิจการงานของจำเลยที่ ๑ ตามปกติจำเลยที่ ๒ หาต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวไม่ หลังจากศาลอาญาพิพากษาคดีแดงที่ ๗๙๗/๒๕๐๑ ให้คืนของกลางให้โจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทวงถามขอรับเงินค่าขายของกลางคืนจากจำเลยที่ ๑ กำหนดให้ส่งมอบให้ภายใน ๓ วัน จำเลยที่ ๑ รับทราบตั้งแต่วันที่ ๗กรกฎาคม ๒๕๐๑ ครบกำหนดวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๐๑ จำเลยไม่คืนเงินค่าขายของกลางให้โจทก์ จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดนัดตั้งแต่วันครบกำหนดเพราะโจทก์เตือนแล้ว ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงินที่จะต้องคืนให้โจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๒๔ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ร่วมกันคืนเงินค่าขายสินค้าของกลางจำนวน ๑,๑๑๐,๘๖๘ บาทกับดอกเบี้ยในจำนวนเงินดังกล่าวอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม๒๕๐๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3134/2516 นายเบ๊ หรือจือเฮ้า แซ่ตั้ง โดยนายสุสิทธิ สหชัยเสรี ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ กรมศุลกากร ที่ 1 พลตำรวจตรีอรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร ที่ 2 กระทรวงการคลัง ที่ 3

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเบ๊ หรือจือเฮ้า แซ่ตั้ง โดยนายสุสิทธิ สหชัยเสรี ผู้รับมอบอำนาจ · 3 - กรมศุลกากร ที่ 1 พลตำรวจตรีอรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร ที่ 2 กระทรวงการคลัง ที่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เพชรคุปต์ · ชวน พูนคำ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเฉลิม สถิตย์ทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายประถม วิเชียรเนตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1342/2546ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 6560/2555ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1538/2518ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 531/2510ฎีกา 2345/2540ฎีกา 7335/2538ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา