⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 393/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้สลักหลังเช็คเพื่อเป็นประกันการใช้เงินตามเช็คนั้น ต้องผูกพันรับผิดร่วมกันกับผู้สั่งจ่ายในฐานะผู้รับอาวัล * การยื่นเช็คหลังกำหนดเวลาตามกฎหมายเป็นเพียงเงื่อนไขแห่งสิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงเช็คต่อผู้สลักหลังและผู้โอนเช็คเท่านั้น ไม่กระทบถึงสิทธิไล่เบี้ยต่อผู้สลักหลังในฐานะผู้รับอาวัล * ผู้รับอาวัลต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยแก่ผู้ทรงเช็คในกรณีที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทได้แก้วันที่ลงในเช็คสองครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 1 ธันวาคม 2513 โจทก์ฟ้องคดีเรียกเงินตามเช็ควันที่ 25 พฤศจิกายน 2514 จึงไม่พ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ตั๋วเงินถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ผู้สลักหลังเช็คเป็นประกันการใช้เงินตามเช็คนั้นต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันและรับผิดร่วมกันกับผู้สั่งจ่ายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 940, 967, 989 กำหนดเวลาที่ต้องยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 เป็นเรื่องเงือนไขแห่งสิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงเช็คต่อผู้สลักหลังโอนเช็คเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ผู้ทรงเช็คใช้สิทธิไล่ เบี้ยต่อผู้สลักหลังเช็คเป็นประกันซึ่งต้องผูกพันในฐานะผู้รับอาวัลด้วย โจทก์เพิ่งนำเช็คไปยื่นต่อธนาคาร เพื่อให้ใช้เงินหลังวันที่ลงในเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์เพราะเหตุผิดนัดแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.940 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.967 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.989 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.990 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1002

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นภรรยาจำเลยที่ ๒ ได้สั่งจ่ายเงินให้โจทก์ตามเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาลพบุรี เลขที่ เค เอส ๑๙๙๙๒๒ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๓ เงิน ๘๕,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้สลักหลัง เมื่อเช็คถึงกำหนดใช้เงินจำเลยทั้งสองขอผัด วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๑๔ โจทก์นำเช็คไปรับเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธเพราะเงินในบัญชีมีไม่พอจ่าย ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยใช้เงิน ๘๕,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๓ ถึงวันสิ้นเดือนที่ฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๖,๓๗๕ บาท และตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๔ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะใช้เงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่าเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๑๒ โจทก์ฝากเงิน ๑๐๐ บาทให้จำเลยที่ ๑ ซื้อสลากกินรวบโจทก์ถูกรางวัล ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ญาติของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับฝากเงินที่ซื้อได้เงินมาจากเจ้ามือเพียง ๓,๐๐๐ บาท โจทก์หาว่าจำเลยกับญาติยักยอกเงินรางวัลที่ค้างอยู่ ๔๗,๐๐๐ บาท จะพาตำรวจมาจับจำเลยข้อหาว่าเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ จำเลยจึงออกเช็คธนาคารกรุงเทพ เลขที่ ดี ๐๓๑๕๐๗ เงิน ๔๗,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ไว้เป็นประกัน จำเลยกับญาติหาเงินส่งให้โจทก์ไม่พอเงินที่ค้าง โจทก์ให้จำเลยเปลี่ยนเช็คบวกดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ต่อเดือนเป็นเงิน ๕๒,๑๐๐ บาท ตามเช็คเลขที่ เคเอส ๔๘๒๗๓๗ และคืนเช็คฉบับแรกให้จำเลยแล้วให้จำเลยเปลี่ยนเช็คบวกด้วยดอกเบี้ยอีก จำเลยออกเช็คฉบับที่สามเป็นเงิน ๗๖,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ไม่ยอมจะเอาเงิน ๘๕,๐๐๐ บาทจำเลยจึงออกเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ที่ผิดกฎหมาย จำเลยกับญาติได้ใช้เงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์จนเหลือเพียง ๕,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๑ ได้แก้วันที่ลงในเช็คพิพาทเป็นวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๓ คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์สิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ ๒ ผู้สลักหลังเช็ค ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า มูลหนี้ตามเช็คเอกสาร จ.๒ ไม่ได้เกิดจากการเล่นการพนันสลากกินรวบ และคดีโจทก์ไม่ขายอายุความ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ ๘๕,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๓ จนกว่าจำเลยจะใช้เงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดียังฟังไม่ได้ว่าเช็คฉบับพิพาทตามเอกสาร จ.๒ เป็นเช็คที่เกิดจากมูลหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้เงินตามเช็คฉบับนี้ให้แก่โจทก์จนเหลืออยู่เพียง ๕,๐๐๐ บาท ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความเห็นว่าจำเลยที่ ๑ เบิกความรับว่าได้แก้วันที่ลงในเช็คสองครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๓ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ก็ไม่พ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ลงในเช็คซึ่งเป็นวันที่ตั๋วเงินถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้สลักหลังเช็คเป็นประกันการใช้เงินตามเช็คนั้น จำเลยที่ ๒ ก็ต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกัน และรับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๔๐, ๙๖๗, ๙๘๙ และที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกเช็คเอกสาร จ.๒ จำเลยที่ ๒ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๐ วินิจฉัยว่ากรณีตามมาตรา ๙๙๐ เป็นเรื่องเงื่อนไขแห่งสิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงเช็คต่อผู้สลักหลังโอนเช็คเท่านั้นไม่รวมถึงผู้สลักหลังเช็คเป็นประกันซึ่งต้อง ผูกพันในฐานะผู้รับอาวัลด้วยไม่ จำเลยที่ ๒ จึงหาหลุดพ้นความรับผิดไม่ แต่ที่ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์เพิ่งจะนำเช็คไปยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงินหลังวันที่ลงในเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่าย เงินวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๑๕ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์เพราะเหตุผิดนัดแต่วันนี้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่เฉพาะเรื่องดอกเบี้ยเป็นว่า ให้จำเลยร่วมกันเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๑๔ จนกว่าจะได้ใช้เงินให้โจทก์เสร็จ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2518 นางประทุม บัวเทศ โจทก์ นางประนอม วิงวอน ที่1 , นายสร วิงวอน ที่2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางประทุม บัวเทศ · ล. - นางประนอม วิงวอน ที่1 , นายสร วิงวอน ที่2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพจน์ ถิระวัฒน์ · สมคิด มงคลชาติ · ไพโรจน์ ไวกาสี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายอุดม มั่งมีดี · ศาลอุทธรณ์ - ม.ร.ว.พูน ศรีธวัช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 610/2520ฎีกา 1471/2542ฎีกา 394/2550ฎีกา 358/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 312/2531ฎีกา 698/2537ฎีกา 6239/2551ฎีกา 4225/2529ฎีกา 4873/2528ฎีกา 18343/2556ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 104/2518ฎีกา 3145/2545ฎีกา 3329/2550ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 270/2496ฎีกา 2794/2526ฎีกา 7633/2550ฎีกา 1776/2541ฎีกา 75/2481ฎีกา 3005/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา