⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1944/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1944/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน และบิดาได้ไปแจ้งการเกิดของบุตรเพื่อออกสูติบัตรนั้น ไม่ถือเป็นพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตามมาตรา 1529 (5) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า โจทก์จำเลยได้เสียเป็นสามีภรรยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เกิดบุตรด้วยกันคนหนึ่ง เมื่อเกิดบุตรแล้วก็ได้แจ้งสูติบัตรและโจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นชี้สองสถานว่าโจทก์จำเลยได้เสียกัน ในโรงแรมแล้วโจทก์เองเป็นผู้ไปแจ้งการเกิดของบุตรเพื่อออกสูติบัตร ดังนี้ แม้จะมีการสืบพยานโจทก์และฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำฟ้องดังกล่าวประกอบกับคำแถลงรับของโจทก์ กรณีก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยตามมาตรา 1529 (5) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่มีเหตุที่จะให้มีการสืบพยาน ศาลชั้นต้นชอบที่จะให้งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1529

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยได้เสียเป็นสามีภรรยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส โจทก์มีบุตรกับจำเลยหนึ่งคน คือ เด็กชายกิจจงกล เมื่อเกิดบุตรแล้วก็ได้แจ้งสูติบัตร จำเลยไม่ส่งเสียเลี้ยงดูโจทก์และไม่ยอมรับเด็กชายกิจจงกลเป็นบุตร ขอให้พิพากษาว่าเด็กชายกิจจงกลเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และให้จำเลยส่งเสียค่าเลี้ยงดูเด็กชายกิจจงกลเดือนละ ๕๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าเด็กชายกิจจงกลบรรลุนิติภาวะ จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยไม่เคยได้เสียหลับนอนกัน เด็กชายกิจจงกลไม่ใช่บุตรของจำเลย จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องส่งเสียอุปการะเลี้ยงดู ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์ โจทก์แถลงว่าโจทก์จำเลยได้เสียกันในโรงแรมจนเกิดบุตร และผู้ที่แจ้งเกิดเพื่อออกสูติบัตรคือตัวโจทก์เอง ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า ตามคำบรรยายฟ้องและคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์มิใช่กรณีอันต้องด้วยมาตรา ๑๕๒๙ จึงปราศจากเหตุที่จะฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ พิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า กรณีของโจทก์ปรับเข้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๒๙(๕) ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วตัดสินตามรูปความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายแต่เพียงว่า โจทก์จำเลยได้เสียเป็นสามีภรรยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เกิดบุตรด้วยกันคนหนึ่ง เมื่อเกิดบุตรแล้วก็ได้แจ้งสูติบัตรและโจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นชี้สองสถานว่าโจทก์จำเลยได้เสียกันในโรงแรมแล้วโจทก์เองเป็นผู้ไปแจ้งการเกิดของบุตรเพื่อออกสูติบัตร ดังนี้ แม้จะมีการสืบพยานโจทก์และฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำฟ้องดังกล่าวประกอบกับคำแถลงรับของโจทก์ กรณีก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยตามมาตรา ๑๕๒๙ (๕) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันพอจะถือได้ว่าเป็นบทบัญญัติที่โจทก์ตั้งเป็นมูลฟ้องร้องด้วยอีกบทหนึ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะให้มีการสืบพยานตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมา ให้ยกฟ้องนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1944/2519 นางเวหา ขวัญยืน หรือกะระกล โจทก์ นายปรีชา กะระกล หรือกะรคน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเวหา ขวัญยืน หรือกะระกล · ล. - นายปรีชา กะระกล หรือกะรคน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานินทร์ กรัยวิเชียร · สอน ไชยสุต · เพียร ศรีอรุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายประชุม ปิติสันต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสนิท บริรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3007/2525ฎีกา 685/2550ฎีกา 1195/2535ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 2709/2538ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 3005/2541ฎีกา 963/2536ฎีกา 119/2532ฎีกา 4185/2547ฎีกา 4484/2536ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534ฎีกา 1065/2513ฎีกา 582/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา