⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2681/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีตามใบมอบอำนาจได้ หากข้อความในใบมอบอำนาจระบุให้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อเรียกทรัพย์สินคืนและค่าเสียหาย. การฟ้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำละเมิดส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น สามารถทำได้เสมอโดยไม่มีอายุความตามมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์.

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาว่าผู้รับมอบอำนาจจะมีอำนาจฟ้องตามใบมอบอำนาจหรือไม่ และการที่โจทก์มิได้ฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองนั้น เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 3 (ผู้ฎีกา) ย่อมอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ปัญหาเกี่ยวกับใบมอบอำนาจที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็วินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ใบมอบอำนาจของโจทก์นี้มีข้อความมอบอำนาจให้ ส. ให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีต่อลูกหนี้ให้ส่งมอบทรัพย์สินและใช้ค่าเสียหายมีความหมายถึงให้ฟ้องและดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ผู้ยึดถือรถยนต์ของโจทก์ให้ส่งมอบรถยนต์และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ได้ แม้ร้านค้าของจำเลยที่ 3 อยู่ในชุมนุมการค้า แต่การที่จำเลยที่ 3 ซื้อรถยนต์พิพาทของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจาก ศ. ซึ่งเอามาขายให้ที่ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 3 มิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งที่อยู่ในชุมนุมการค้า แต่เป็นการซื้อจากบุคคลที่เอามาขายให้ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 3 เอง จึงไม่เป็นการซื้อในท้องตลาดดังนั้นจำเลยที่ 3 จะสุจริตหรือไม่ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1372 การฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 หมายถึงผู้ที่มีเพียงสิทธิ์ครอบครองในทรัพย์สินฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินนั้นคืนจึงต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง แต่รถยนต์คันพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์มีสิทธิ์ติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336ได้เสมอโดยไม่มีอายุความ จึงจะนำมาตรา 1375 มาใช้บังคับไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.60 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.801 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1332 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองผิดนัดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว ต่อมาโจทก์ทราบว่ารถยนต์ของโจทก์อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ที่จะยึดถือรถยนต์คันนั้นไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทวงถาม จำเลยที่ ๓ ไม่คืนให้ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบก็ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์ ๑๕,๔๐๐ บาท และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๔๓,๒๔๐ บาท และต่อจากวันฟ้องอีกเดือนละ ๑,๘๘๐ บาท จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ค้าของเก่าทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์เป็นปกติธุระ มีร้านตั้งอยู่ในที่ชุมนุมการค้า จึงถือว่าตั้งอยู่ในท้องตลาดตามกฎหมาย จำเลยที่ ๓ ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากนายศิริ จันทนาในท้องตลาด จึงมีสิทธิยึดรถยนต์ไว้จนกว่าโจทก์จะชดใช้ราคาที่ซื้อมา โจทก์ไม่มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๓ คดีโจทก์ที่เรียกค่าเสียหายขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่๑ และจำเลยที่ ๓ ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถคืนได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคา ๓๕,๕๒๐ บาทแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๘๘๐ บาทนับตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๓ จนถึงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๔ ต่อจากนั้นให้จำเลยที่ ๓ ร่วมใช้ค่าเสียหายในอัตราดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้แก่โจทก์ด้วย นับตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๔ จนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคาให้โจทก์ จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าร้านค้าของจำเลยอยู่ในชุมนุมการค้าก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ ๓ ซื้อรถยนต์จากนายศิริซึ่งเอามาขายให้ที่ร้านค้าของจำเลยที่ ๓ นั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ ๓ ซื้อรถยนต์ในท้องตลาดไม่เพราะจำเลยที่ ๓ มิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งที่อยู่ในชุมนุมการค้า แต่เป็นการซื้อจากบุคคลที่เอามาขายให้ที่ร้านค้าของจำเลยที่ ๓ เอง จึงไม่เป็นการซื้อในท้องตลาด เมื่อจำเลยที่ ๓ มิได้ซื้อรถยนต์คันพิพาทในท้องตลาดแล้ว และคดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ ๓ ได้ซื้อจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้นหรือไม่ ดังนั้นจำเลยที่ ๓ จะสุจริตหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๒ จำเลยที่ ๓ ต้องคืนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของซึ่งมีสิทธิ์ติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิ์จะยึดถือไว้ได้ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ สำหรับฎีกาข้อที่ ๒ ของจำเลยที่ ๓ นั้น แม้จำเลยที่ ๓ จะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็ตาม แต่เป็นข้อที่จำเลยที่ ๓ อ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนดตามมาตรา ๑๓๗๕ จึงเป็นการอ้างเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงรับไว้วินิจฉัยให้ และเห็นว่ารถยนต์คันพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิ์ติดตามเอาคืนตามมาตรา ๑๓๓๖ ได้เสมอโดยไม่มีอายุความ ส่วนมาตรา ๑๓๗๕ ที่จำเลยที่ ๒ อ้างนั้นเป็นการฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีเพียงสิทธิ์ครอบครองในทรัพย์สิน ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินนั้นคืนเท่านั้น จึงต้องฟ้องภายใน ๑ ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง กรณีของโจทก์คดีนี้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจึงจะนำมาตรา ๑๓๗๕ มาใช้บังคับมิได้ ส่วนฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ ๓ เกี่ยวกับใบมอบอำนาจนั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยให้ โดยเห็นว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้และศาลชั้นต้นมิได้กะเป็นประเด็นนำสืบไว้ก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาว่าผู้รับมอบอำนาจจะมีอำนาจฟ้องตามใบมอบอำนาจหรือไม่นั้นเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ ๓ จึงชอบที่จะยกขึ้นอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่าใบมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๙ นั้น มีข้อความมอบอำนาจให้นายโสภณ ดวงจิตต์งาม มีอำนาจที่จะดำเนินการฟ้องคดีและดำเนินคดีแทนในนามของโจทก์ต่อลูกหนี้ทั้งหลายตลอดจนผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ยังศาลใด ๆ ที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้ศาลบังคับให้บุคคลดังกล่าวทำการชำระหนี้ชำระเงินใช้ค่าเสียหาย ส่งมอบทรัพย์สิน ใช้เงินค่าดอกเบี้ย หรือเงินค่าอื่นใดอันจำเป็นต้องใช้เนื่องจากการเป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ ฯลฯ ข้อความที่ว่าให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีต่อลูกหนี้ทั้งหลายให้ส่งมอบทรัพย์สินและใช้ค่าเสียหายนั้น ย่อมมีความหมายกว้างพอที่จะหมายถึงให้ฟ้องและดำเนินคดีต่อจำเลยที่ ๓ ผู้ยึดถือรถยนต์ของโจทก์และจะต้องส่งมอบรถยนต์และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ด้วย นายโสภณ ดวงจิตต์งาม ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681/2519 บริษัทเครดิตการพาณิชย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายโสภณ ดวงจิตต์งามผู้ รับมอบอำนาจ โจทก์ นายศิริ น้ำนวล ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความดวงจิตต์งามผู้ - บริษัทเครดิตการพาณิชย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายโสภณ · โจทก์ - รับมอบอำนาจ · ล. - นายศิริ น้ำนวล ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บัญญัติ สุชีวะ · สวัสดิ์ สุขศรีวงษ์ · พิสัณห์ ลีตเวทย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิเชียร พูนคำ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมาน เจนนภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6321/2544ฎีกา 8364/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1131/2502ฎีกา 2898/2538ฎีกา 2610/2538ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 4303/2530ฎีกา 2752/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา