⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 580/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 580/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีใหม่ที่อาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุรายเดียวกันและกรมธรรม์ฉบับเดียวกันกับคดีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เอาประกันภัยรถยนต์ไว้กับจำเลย สำหรับความเสียหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยรถยนต์นั้น ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ต่อมาลูกจ้างโจทก์ขับรถยนต์ดังกล่าวชนผู้อื่นบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน โจทก์ถูกผู้เสียหายฟ้องและได้ใช้ค่าเสียหายไปแล้วบางราย โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายที่โจทก์จ่ายไปแล้ว ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จำเลยยอมใช้เงินให้โจทก์ 29,000 บาท คดีถึงที่สุด โจทก์มาฟ้องให้จำเลยรับผิดสำหรับค่าเสียหายที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้เสียหายที่ถูกรถของโจทก์ชนเป็นคดีนี้อีก ดังนี้ แม้จำนวนเงินค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้บางส่วนจะเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้เสียหายต่างรายกันกับผู้เสียหายในคดีก่อนก็ตาม แต่ก็เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินชดใช้ตามกรมธรรม์ ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้เงินได้เพียงไรหรือไม่ และศาลต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุรายเดียวกัน อาศัยกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.888

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ซึ่งเอาประกันภัยรถยนต์ไว้กับบริษัทจำเลย ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย รถยนต์คันดังกล่าวได้ชนกับรถจิ๊ป มีคนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม ๑๕ คน จำเลยและตัวแทนได้ทราบแล้วว่าลูกจ้างซึ่งเป็นคนขับรถของโจทก์เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท แต่จำเลยเพิกเฉยเสียไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกตามกรมธรรม์ประกันภัยแทนโจทก์ โจทก์จึงถูกผู้เสียหายฟ้องรวม ๙ สำนวน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่จัดการสู้คดี โจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายไปแล้ว ๔ สำนวน และอีก ๔ สำนวนที่ไม่ได้ฟ้อง โจทก์ได้ชำระค่าเสียหาย ๓๐,๕๐๐ บาท และค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๕๐,๕๐๐ บาท ส่วนอีก ๕ สำนวนจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแล้ว จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระเงิน ๕๐,๕๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยจำเลยได้ใช้เงินแก่โจทก์แล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลเดียวกันตามคำพิพากษาตามยอม เป็นเงิน ๒๙,๐๐๐ บาท และโจทก์พอใจไม่ติดใจเรียกร้องนอกจากนี้อีก ตามฟ้องของโจทก์ในคดีดังกล่าวโจทก์อ้างว่ามีคนตาย ๙ คน และผู้เสียหายฟ้องรวม ๕ สำนวนเท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์อ้างว่าผู้เสียหายฟ้องรวม ๙ สำนวน รวมเอาคดีเลขหมายตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องอีก ๔ สำนวนเข้าอีก ซึ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ และคดีที่โจทก์ฟ้องไว้ก่อน โจทก์มิได้สงวนสิทธิที่จะเรียกร้องจากจำเลยอีก โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน ๑ ปี ขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่ได้จ่ายเงินไปตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามกรมธรรม์ประกันภัย ไม่แจ้งให้จำเลยทราบก่อนว่าถูกผู้เสียหายฟ้องหรือมีการตกลงประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหายนอกศาล คนขับรถโจทก์ไม่มีใบอนุญาตขับรถ และโจทก์มิได้ทวงถามจำเลยก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง เว้นแต่ ๒ ราย โจทก์นำมาฟ้องอีก เป็นฟ้องซ้ำ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ค่าเสียหายยังเหลืออีก ๖ ราย เป็นเงิน ๒๐,๕๐๐ บาท โจทก์ปฏิบัติตามกรมธรรม์และทวงถามจำเลยแล้ว พิพากษาว่าให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ๒๐,๕๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายให้ผู้เสียหายไป รวมทั้งค่าจ้างทนายความเป็นเงิน ๗๕,๕๐๐ บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ เป็นการเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งศาลก็ได้มีคำพิพากษาตามยอมโดยโจทก์ยอมรับชดใช้จากจำเลยเป็นเงิน ๒๙,๐๐๐ บาท และไม่ติดใจเรียกร้องนอกจากนี้อีก หนี้ตามกรมธรรม์ระงับแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ที่ว่า โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องนอกจากนี้อีกมีผลเฉพาะคดีนั้น มิได้หมายความว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดในวงเงินที่เหลืออยู่อีก ๒๑,๐๐๐ บาท ทั้งโจทก์เรียกค่าเสียหายซึ่งชำระให้กับผู้เสียหายคนอื่น ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ไว้กับบริษัทจำเลย โดยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัย สำหรับความเสียหายอันเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากรถยนต์ที่เอาประกันภายในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ในระหว่างอายุสัญญาประกัน รถคันดังกล่าวได้เกิดชนกับรถจิ๊ป มีคนบาดเจ็บและตายรวม ๑๕ คน ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ถูกผู้เสียหาย ๕ รายฟ้องรวม ๕ สำนวน ซึง่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๕๐,๕๐๐ บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยเรียกเงินจำนวนนี้พร้อมทั้งค่าทนาย รวมเป็นเงิน ๗๕,๕๐๐ บาทให้โจทก์ และได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันมีใจความว่า "จำเลยยอมให้เงินโจทก์ ๒๙,๐๐๐ บาท โดยจะชำระให้โจทก์ภายในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ศกนี้ โจทก์พอใจและไม่ติดใจเรียกร้องนอกจากนี้" ศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ หลังจากนั้นโจทก์จึงฟ้องคดีนี้ คดีได้ความว่า ผู้เสียหายในคดีนี้เว้นแต่ผู้เสียหาย ๒ ราย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นคนละรายกับผู้เสียหายในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ เฉพาะในรายที่ฟ้องศาล ศาลมีคำพิพากษาตามยอมก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ทั้งสิ้น รวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์จ่ายไปสำหรับผู้เสียหายอีก ๖ รายในคดีนี้ เป็นเงิน ๒๐,๕๐๐ บาท ปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ หรือไม่ หนี้ค่าใชใช้ตามกรมธรรม์สำหรับอุบัติเหตุตามฟ้องระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าวแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำนวนเงินค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยในคดีนี้บางส่วนจะเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้กับผู้เสียหายต่างรายกันกับผู้เสียหายในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ ก็ตาม แต่ก็เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินชดใช้ตามกรมธรรม์จากจำเลย ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินให้โจทก์ได้เพียงไรหรือไม่ ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นรายเดียวกัน และอาศัยกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่โจทก์ชำระให้ผู้เสียหายคนละรายกับผู้เสียหายในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยมูลกรณีสัญญาที่โจทก์จำเลยมีต่อกันให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยตรงเช่นเดียวกับคดีก่อน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องผู้เสียหาย ซึ่งมีอำนาจฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรับผิดต่อผู้เสียหายได้อยู่แล้ว คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๗๖/๒๕๑๒ จะมีความหมายอย่างไร เพราะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้เนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอยู่แล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 580/2519 ห้างหุ้นส่วนสหมิตรเดินรถ โดยนายก่าย โภคสวัสดิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ บริษัท สหเวชภัณฑ์ประกันภัย จำกัด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนสหมิตรเดินรถ โดยนายก่าย โภคสวัสดิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ · ล. - บริษัท สหเวชภัณฑ์ประกันภัย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · สนิท บริรักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจิตติ วุฒิปาณี · ศาลอุทธรณ์ - นายจิรายุ ภัทร มหาวินิจฉัยมน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 3131/2543ฎีกา 3651/2526ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 3760/2533ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 361/2539ฎีกา 1228/2539ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 352/2554ฎีกา 82/2512ฎีกา 500/2557ฎีกา 226/2532ฎีกา 7631/2552ฎีกา 746/2533ฎีกา 89/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา