คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเป็นนายหน้าตัวแทนจัดการงานให้ ถือเป็นการประกอบการค้าที่ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีการค้า รวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สิทธิเรียกร้องให้ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นรายการและชำระค่าภาษี
ย่อคำพิพากษา
โจทก์เป็นผู้ดำเนินการวิ่งเต้นให้เจ้าของที่ดินยอมให้บริษัท ว. เข้าทำการปรับปรุงที่ดินอันเป็นแหล่งเสื่อมโทรม จนเป็นผลให้เจ้าของที่ดินทำสัญญาดังกล่าวกับบริษัท ว. และทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าตอบแทนจากบริษัท ว. การกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นนายหน้าตัวแทนจัดการงานให้ เป็นการประกอบการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 บัญชีอัตราภาษีการค้า 10 นายหน้าและตัวแทน โจทก์จึงต้องจดทะเบียนการค้าและเสียภาษีการค้า ทั้งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (2) จากจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับมาจากบริษัท ว.
ประมวลรัษฎากร มาตรา 19, 20 มิใช่บทบัญญัติเรื่องอายุความในการเรียกร้องให้ชำระภาษี แต่เป็นบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนเท่านั้น ส่วนสิทธิเรียกร้องให้ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มมีอายุความ 10 ปี โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นรายการและชำระค่าภาษีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167 ภาษีเงินได้สำหรับปี พ.ศ. 2509 โจทก์จะต้องยื่นรายการภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2510 เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้น 10 ปี จึงยังไม่ขาดอายุความ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.167 ประมวลรัษฎากร ม.3 ประมวลรัษฎากร ม.6 ประมวลรัษฎากร ม.8 ประมวลรัษฎากร ม.9 ประมวลรัษฎากร ม.12 ประมวลรัษฎากร ม.13 ประมวลรัษฎากร ม.19 ประมวลรัษฎากร ม.20 ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.56 ประมวลรัษฎากร ม.77 ประมวลรัษฎากร ม.80 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์สำหรับปี พ.ศ.๒๕๐๙ -๒๕๑๒ และภาษีการค้าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึง พ.ศ.๒๕๑๒ โดยถือว่าโจทก์มีเงินได้และประกอบการค้าในลักษณะนายหน้าอันเป็นการไม่ชอบ เพราะเงินที่โจทก์รับมาทั้งหมดเป็นเพียงรับผ่านมือเพื่อจ่ายให้บุคคลอื่นต่อไปเท่านั้น และจ่ายไปเกิน ๑๐ ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องภาษีอากรจึงขาดอายุความ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์
จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องภาษีไม่ขาดอายุความการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การประเมินของจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับภาษีเงินได้และเงินเพิ่มของโจทก์สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ขาดอายุความ ให้ยกคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ที่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มปีดังกล่าว คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับภาษีเงินได้และเงินเพิ่มสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เสียด้วย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏตามเอกสาร จ.๑ ซึ่งเป็นหนังสือของหลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์มีไปถึงโจทก์ว่า "ตามที่ข้าพเจ้าได้ใช้บริษัทอู่เรือบางลำภูล่าง จำกัด เสนอขอเช่าที่ดินของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยตามหนังสือของบริษัทที่อ้างข้างบนนี้ก็โดยที่ท่านและคณะเป็นผู้วิ่งเต้นติดต่อกับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนำเรื่องนี้มาให้ข้าพเจ้า ฉะนั้น เมื่อบริษัทนี้หรือบริษัทที่กำลังจัดตั้งขึ้นใหม่ได้ตกลงทำสัญญากับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเมื่อใด ข้าพเจ้าจะจ่ายค่าบริการให้คณะของท่านเป็นเงินห้าล้านบาท เมื่อทางการอนุมัติและเรียกบริษัททำสัญญาเมื่อใดแล้ว ข้าพเจ้ายินดีจะจ่ายเงินจำนวนนี้ให้ตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนรายละเอียดวิธีจ่ายจะได้ตกลงกันเมื่อบริษัทได้ทำสัญญากับจุฬาลงกรณมหาวิทยาแล้ว" และได้ความว่าบริษัทวังใหม่ จำกัด ได้ทำสัญญากับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๐๔ หลังจากนั้นโจทก์ได้รับเงินจากบริษัทวังใหม่ จำกัด เป็นคราว ๆ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ถึงปี พ.ศ.๒๕๑๒ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓,๔๙๔,๘๘๕.๕๐ บาท จึงเห็นได้ชัดว่าเงินที่บริษัทวังใหม่ จำกัด จ่ายให้แก่โจทก์เป็นการจ่ายเนื่องในการวิ่งเต้นติดต่อให้บริษัทได้เข้าทำสัญญากับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หาใช่เป็นเงินค่าบริการเพื่อให้โจทก์จ่ายให้แก่ผู้อื่นแต่อย่างใดไม่ ที่โจทก์นำสืบและฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์ได้จ่ายเงินให้กับจอมพลสฤษดิ์ และหลวงวิจิตรวาทการไปเนื่องในการนี้เป็นเงินรวม ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยได้กู้ยืมเงินผู้อื่นทดรองจ่ายไปก่อน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท และรับเงินจากหลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์มาจ่ายอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยอ้างถึงกรณีที่ผู้เข้าทำสัญญากับทางราชการรายอื่น ๆ ต้องเสียเงินค่าตอบแทนให้กับผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำสัญญานั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังว่า เงินที่โจทก์รับไปจากบริษัทวังใหม่ จำกัด เป็นเงินที่จ่ายคืนให้กับโจทก์แทนเงินที่โจทก์ต้องจ่ายให้กับบุคคลทั้งสองนั้นได้ เพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ประโยชน์ตอบแทนจากการวิ่งเต้นติดต่อกับบุคคลทั้งสองนั้นโดยตรงแต่ประการใด ทั้งไม่มีทางที่จะฟังว่าเงินที่หลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์สัญญาจะจ่ายให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๑ เป็นเงินที่ผู้จ่ายมอบให้โจทก์ชดใช้เงินทดรอง เพราะผู้ที่ออกเงินทดรองจ่ายให้โจทก์ส่วนใหญ่เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท คือหลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์เป็นผู้ให้สัญญาอยู่แล้ว คดีจึงมีเหตุผลส่อให้เห็นว่า หากจะมีการจ่ายเงินค่าวิ่งเต้นกันจริงดังที่โจทก์พยายามโต้เถียงมาในฎีกา ก็น่าจะเป็นเงินอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับจำนวนที่สัญญาจะจ่ายให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๑ ที่โจทก์อ้างว่าการที่โจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องวิ่งเต้นให้บริษัทวังใหม่ จำกัด ได้เข้าทำสัญญาทำการปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมดังกล่าวแล้วจะทำให้โจทก์มีรายได้จากการเป็นตัวแทนขายเครื่องปรับอากาศก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีประมาณการว่า โจทก์จะมีรายได้จากการขายเครื่องปรับอากาศทั้งหมดเท่าใด และจะคุ้มกับการที่โจทก์ลงทุนทดรองยืมเงินมาจ่ายเป็นจำนวนมากนั้นหรือไม่ จึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ ข้อที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งว่า คำว่า ค่าบริการในเอสการหมาย จ.๑ มิได้หมายถึงค่านายหน้า ถ้าหมายถึงค่านายหน้าก็ควรจะเขียนไว้ตรง ๆ นั้น ก็เห็นว่าคำว่า ค่าบริการ มีความหมายเป็นที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไปว่า เป็นค่าตอบแทนการทำงานให้ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความตอนบนของเอกสารหมาย จ.๑ แล้ว ย่อมหมายถึงเป็นค่าตอบแทนการที่โจทก์และคณะวิ่งเต้นติดต่อให้บริษัทวังใหม่ จำกัด ได้เข้าทำสัญญากับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนั่นเอง เข้าลักษณะเป็นนายหน้าตัวแทนจัดการงานให้เป็นการประกอบการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๗ บัญชีอัตราภาษีการค้า ๑๐ นายหน้าและตัวแทนซึ่งจะต้องจดทะเบียนการค้าและเสียภาษีการค้า ทั้งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๒) จากจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทวังใหม่ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.๑ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเงินจำนวน ๓,๔๙๔,๘๘๕.๕๐ บาท ที่โจทก์ได้รับมาจากบริษัทวังใหม่ จำกัด เป็นเงินค่านายหน้าและเป็นเงินได้ของโจทก์ ซึ่งโจทก์จะต้องเสียภาษีเงินได้ ภาษีการค้า ฯลฯ จึงชอบแล้ว
มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับภาษีเงินได้ของโจทก์สำหรับปี พ.ศ.๒๕๐๙ ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ของโจทก์ ปี พ.ศ.๒๕๐๙ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ แต่โจทก์มิได้นำเงินค่านายหน้าที่ได้รับในปี พ.ศ.๒๕๐๙ จากบริษัทวังใหม่ จำกัด มารวมยื่นเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ หมายเรียกโจทก์มาไต่สวนเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ แล้ว ทำการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้สำหรับปี พ.ศ.๒๕๐๙ เพิ่มจากรายการที่ยื่นไว้ และแจ้งให้โจทก์ชำระเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๑๕ โจทก์ฎีกาว่า ภาษีเงินได้และเงินเพิ่มสำหรับปี พ.ศ.๒๕๐๙ ขาดอายุความแล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙ และ ๒๐ พิเคราะห์แล้วประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙ และ ๒๐ หาใช่เป็นบทบัญญัติเรื่องอายุความในการเรียกร้องให้ชำระภาษีไม่ หากแต่เป็นบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนในเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่า รายการที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ภายในกำหนด ๕ ปี พ้นกำหนดนี้แล้ว จะมีผลก็เพียงเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการมาไต่สวนเท่านั้น สิทธิเรียกร้องให้ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มมีอายุความ ๑๐ ปี โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นรายการและชำระค่าภาษีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๗ ซึ่งกรณีของโจทก์จะต้องยื่นรายการประเมินภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ นับถึงวันฟ้องยังไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2520
นายสิริ ประวาหะนาวิน โจทก์
กรมสรรพากร กับพวก ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสิริ ประวาหะนาวิน · ล. - กรมสรรพากร กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สงวน สิทธิไชย · อุดม จาละ · ปรีชา สุมาวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายกิติ บุรพรรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ วราภรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา