⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1817-1818/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817-1818/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสินค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิใช่ของใช้ส่วนตัวและมิได้นำมาขายหรือผลิตเพื่อขาย ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้าและผู้ที่นำเข้ามาเป็นผู้ประกอบการค้า มีหน้าที่เสียภาษีการค้าประเภทดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

การนำสินค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขายประมวลรัษฎากรมาตรา 79 ทวิ ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ และให้ถือว่าผู้ที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้า มีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามมาตรา 78 ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วซึ่งโจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉายเสร็จแล้วส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรนั้น เป็นสินค้าในประเภทการค้า 1 ชนิด 1(ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร ทั้งมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขาย จึงถือว่าโจทก์ผู้ที่นำฟิล์มภาพยนตร์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายฟิล์มภาพยนตร์ และให้ถือมูลค่าของฟิล์มภาพยนตร์นั้นเป็นรายรับตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79 ทวิ แม้โจทก์จะประกอบการค้าประเภทการค้า 5 การให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์และได้เสียภาษีการค้าในประเภทดังกล่าวถูกต้องแล้ว แต่ตามประมวลรัษฎากรซึ่งใช้บังคับขณะเกิดกรณีพิพาท ไม่มีบทยกเว้นให้โจทก์นำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้าในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉายได้โดยไม่ต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 1 การขายของชนิด 1(ก) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้า ประเภทการค้า 1 ชนิด 1(ก) อีกด้วย เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าในขณะเดียวกัน 2 ประเภทคือประเภทการค้า 1 ชนิด 1(ก) และประเภทการค้า 5 โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าทั้งสองประเภท และไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน หากแต่เป็นการเสียภาษีแต่ละประเภทการค้าที่โจทก์ได้กระทำในฐานะผู้ประกอบการค้าให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร (วรรค 2 วินิจฉัย โดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 17-18/2516)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.77 ประมวลรัษฎากร ม.78

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าในประเภทที่ ๕ คือให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์ โดยนำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายแล้วเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉาย ฉายเสร็จเก็บเงินค่าเช่าได้เป็นที่พอใจหรือครบกำหนดแล้วก็จะต้องส่งฟิล์มภาพยนตร์นั้นกลับคืนออกนอกประเทศ แต่เจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้าของจำเลยกลับประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าสำหรับประเภทการค้า ๑คือการขายของ ซึ่งไม่ถูกต้อง โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินถูกต้องแล้ว ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้าและผู้ให้เช่าทรัพย์สินการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้า ๕การให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์ ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าในหมวด ๔ภาษีการค้าและได้เสียภาษีการค้าในประเภทการค้าดังกล่าวถูกต้องแล้ว คดีมีปัญหาว่า การที่โจทก์นำเอาฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉาย เสร็จแล้วส่งฟิล์มภาพยนตร์นั้นกลับคืนไปนอกราชอาณาจักรโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑(ก)อีกด้วยหรือไม่ ซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การนำสินค้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร เข้าในราชอาณาจักรโดยมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขายแล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๙ ทวิให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ และให้ถือว่าผู้ที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้า มีหน้าที่เสียภาษีการค้าตาม มาตรา ๗๘ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วซึ่งโจทก์นำเข้าในราชอาณาจักรเป็นสินค้าประเภทการค้า ๑ชนิด ๑ (ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร ทั้งมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขาย จึงถือว่าโจทก์ผู้ที่นำฟิล์มภาพยนตร์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายฟิล์มภาพยนตร์ และให้ถือมูลค่าของฟิล์มภาพยนตร์นั้นเป็นรายรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๙ ทวิ โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามมาตรา ๗๘ ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า ๑ การขายของรายการที่ประกอบการค้า การขายสินค้า (ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วที่นำเข้า)ชนิด ๑ (ก) สินค้าและวัตถุพลอยได้นอกจากที่ระบุในชนิด ๒ ถึงชนิด ๙ และนอกจากที่ระบุในประเภทการค้าอื่นแล้ว อัตราภาษีร้อยละ ๕ ของรายรับ การที่โจทก์ประกอบการค้าประเภทการค้า ๕ การให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์(ให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วไปฉาย) ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าในหมวด ๔ ภาษีการค้า และได้เสียภาษีในประเภทดังกล่าวถูกต้องแล้วนั้นตามประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับในขณะนั้นไม่มีบทยกเว้นให้โจทก์นำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้าในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉายได้โดยไม่ต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า ๑ การขายของชนิด ๑ (ก) ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่มีมติว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้าประเภทการค้า ๑ชนิด ๑ (ก) อีกด้วย ฉะนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าในการนำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้าในราชอาณาจักรในประเภทการค้า ๑ การขายของชนิด ๑ (ก) ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว อีกประเภทหนึ่ง เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าในขณะเดียวกัน ๒ ประเภท คือ ประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ (ก)และประเภทการค้า ๕ โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าทั้ง ๒ ประเภท การที่โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ (ก) ด้วย ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์และข้อต่อสู้ของจำเลย จึงไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน หากเป็นการเสียภาษีแต่ละประเภทการค้าที่โจทก์ได้กระทำในฐานะผู้ประกอบการค้าให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817 - 1818/2516 บริษัทปาราเมาท์ ฟิล์ม อินคอปอเรชั่น โดยนายชนะ ใช้กิจการ ผู้จัดการสาขาในประเทศไทย ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย บริษัทเมโทร โกลด์วิน เมเยอร์ สยาม โดยนายแฟรงค์ จันเกียง ผู้จัดการสาขาในประเทศไทย ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความใช้กิจการ - บริษัทปาราเมาท์ ฟิล์ม อินคอปอเรชั่น โดยนายชนะ · โจทก์ - ผู้จัดการสาขาในประเทศไทย ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - กรมสรรพากร · จันเกียง - บริษัทเมโทร โกลด์วิน เมเยอร์ สยาม โดยนายแฟรงค์ · โจทก์ - ผู้จัดการสาขาในประเทศไทย ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เพชรคุปต์ · พิชัย รชตะนันทน์ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายถนอม ครูไพศาล · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ เลอลภ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3899/2535ฎีกา 848/2527ฎีกา 4467/2536ฎีกา 1723-1746/2531ฎีกา 2539/2534ฎีกา 495/2519ฎีกา 2913/2516ฎีกา 5890/2539ฎีกา 5775/2539ฎีกา 2303/2533ฎีกา 258/2530ฎีกา 2131/2537ฎีกา 4926/2533ฎีกา 2382/2534ฎีกา 4602/2531ฎีกา 778/2527ฎีกา 520/2525ฎีกา 2643/2515ฎีกา 812/2519ฎีกา 1899-1901/2520ฎีกา 3707/2534ฎีกา 9909/2539ฎีกา 665/2523ฎีกา 971/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา