คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้างที่นายจ้างต้องร่วมรับผิดนั้น ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นายจ้างรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้คำประกันความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อนขึ้นกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยทำให้สินค้าสูญหาย และไม่ส่งคืนเครื่องมือประจำรถบรรทุกซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดเกินกว่า 1 ปีแล้ว เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคต้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์มีหน้าที่ขับรถยนต์ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันว่าหากจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์เสียหายด้วยประการใดๆ และทำนิติกรรมใดๆ เนื่องในการชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๒ จะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์แทนไม่เกินวงเงิน ๕,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ ทำความเสียหายและก่อหนี้ผูกพันที่จะต้องชำระให้โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทน
จำเลยที่ ๑ ไม่ยื่นคำให้การ โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑
จำเลยที่ ๒ ให้การว่า หนี้เกี่ยวกับสินค้าสูญหายและหนี้เกี่ยวกับไม่ส่งคืนเครื่องมือประจำรถบรรทุกเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการละเมิด จำเลยที่ ๑ ออกจากงานเกินกว่า ๑ ปีแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความรวมทั้งหนี้ยืมเงินทดรอง จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า หนี้เกี่ยวกับสินค้าสูญหายและหนี้เกี่ยวกับไม่ส่งคืนเครื่องมือประจำรถบรรทุกขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนหนี้ตามใบยืมเงินทดรองไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิด พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ใช้หนี้ตามใบยืมเงินทดรองพร้อมทั้งดอกเบี้ย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้ไม่เกินห้าหมื่นบาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย และฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานขับรถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ก่อขึ้นกับโจทก์ จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยทำให้สินค้าสูญหาย และไม่ส่งคืนเครื่องมือประจำรถบรรทุกซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ และปรากฏจากพยานโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดเกินกว่า ๑ ปีแล้ว เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคต้น แล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2520
องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ โจทก์
นายบุญธรรม ตงยง กับพวก ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ · ล. - นายบุญธรรม ตงยง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เพียร ศรีอรุณ · สอน ไชยสุต · ธานินทร์ กรัยวิเชียร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ วราภรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา