⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1653/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1653/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พนักงานขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) ถือเป็นพนักงานตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 การปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินอันเป็นเอกสารสิทธิ และนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์มีทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ แต่องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ซึ่งเรียกโดยย่อว่า "ร.ส.พ." ก็จัดขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 ซึ่งมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้กำหนดทุนของ ร.ส.พ.เป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาทโดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาทและจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร" และทางราชการได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดเป็นของรัฐ ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว จำเลยเป็นพนักงานประเภทประจำขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์อันเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล มีหน้าที่ช่วยงานในการถ่ายภาพเอ๊กซเรย์ฯ รับเงินค่าเอ๊กซเรย์และออกใบเสร็จรับเงินด้วย จำเลยจึงเป็นพนักงานตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3 เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าเอ๊กซเรย์จากผู้ที่มาเอ๊กซเรย์รายละ 35 บาทแล้ว จำเลยก็เขียนจำนวนเงินและวันเดือนปีที่รับเงินในใบเสร็จรับเงินท่อนแรกที่เป็นต้นฉบับและมอบให้แก่ผู้ชำระเงินไปตามความจริง ภายหลังจำเลยจึงเขียนใบเสร็จรับเงินท่อนที่สองและท่อนที่สามที่เป็นสำเนา โดยเขียนจำนวนเงินน้อยลงกว่าที่ได้รับและเขียนวันเดือนปีที่ได้รับไม่ตรงความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินอันเป็นเอกสารสิทธิ ต่อมาจำเลยใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่จำเลยปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์เพื่อแสดงว่าจำเลยได้รับเงินค่าเอ๊กซเรย์ไว้เท่าจำนวนที่ปรากฏในสำเนาใบเสร็จรับเงินปลอม จึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอกเบียดบังเงินค่าเอ๊กซเรย์ส่วนที่เหลือจากนำส่งเจ้าหน้าที่องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ แต่การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายอาญา ม.353 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 ม.9 พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.3 พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.4 พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.8 พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานประเภทประจำขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) อันเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เป็นผู้ช่วยพยาบาลแผนกสวัสดิการมีหน้าที่ช่วยงานในการถ่ายภาพเอ๊กซเรย์ฯ เก็บเงินกับออกใบเสร็จรับเงินค่าเอ๊กซเรย์ เมื่อระหว่างวันที่ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๑๒ เวลากลางวันถึงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๔ เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยได้รับเงินค่าเอ๊กซเรย์จากพนักงานเข้าใหม่และออกใบเสร็จรับเงินให้ไว้รายละ ๓๕ บาท จำนวน ๒๙๔ ราย เป็นเงิน ๑๐,๒๙๐ บาท แล้วบังอาจปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเอ๊กซเรย์อันเป็นเอกสารสิทธิจำนวน ๒๙๔ ราย โดยเขียนวันเดือนปีขึ้นใหม่ และเขียนในช่องจำนวนเงินว่า ๒๕ บาทบ้าง ๑๐ บาทบ้าง แล้วนำใบเสร็จรับเงินปลอมและจำนวนเงินเท่าที่จำเลยปลอมขึ้นส่งต่อเจ้าหน้าที่ อันเป็นความเท็จและทุจริตต่อหน้าที่ เงินที่เหลือนอกนั้นจำเลยยักยอกเอาไปเสีย การกระทำของจำเลยน่าจะเกิดความเสียหายแก่องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ และจำเลยกระทำเพื่อให้องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์และเจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่าเป็นสำเนาใบเสร็จรับเงินที่แท้จริง ต่อมาจำเลยบังอาจใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเอ๊กซเรย์ปลอม รวม ๒๙๔ รายที่จำเลยปลอมขึ้นอ้างแสดงต่อเจ้าหน้าที่ขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์พร้อมกับจำนวนเงินค่าเอ๊กซเรย์ตามที่ลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินปลอมเพื่อแสดงว่าจำเลยได้รับเงินค่าเอ๊กซเรย์ไว้เท่าจำนวนที่ปรากฏในสำเนาใบเสร็จรับเงินปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ กับจำเลยบังอาจยักยอกเบียดบังเงินค่าเอ๊กซเรย์ที่รับไว้จากพนักงานเข้าใหม่ส่วนที่เหลือจากนำส่งเจ้าหน้าที่องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเอ๊กซเรย์ที่จำเลยทำปลอมขึ้นจำนวน ๖,๒๗๕ บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งพญาไท อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๕๒, ๓๕๓ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๔, ๘, ๑๐ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม แต่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์และฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต ความฐานยักยอกทรัพย์ เป็นความผิดอันยอมความได้และองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๔ ให้จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ข้อหานอกนี้ให้ยก โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์มีทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐนั้น ปรากฏว่าองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ซึ่งเรียกโดยย่อว่า "ร.ส.พ." จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.๒๔๙๖ และมาตรา ๙ แห่งพระราชฎีกาดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้กำหนดทุนของ ร.ส.พ. เป็นจำนวนเงินห้าสิบบาทโดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาท และจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร" และทางราชการได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่าองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดเป็นของรัฐ ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์มีทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ ฟ้องโจทก์ก็สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว อนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นพนักงานประเภทประจำขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์อันเป็นนิติบุคคลตามกฏหมายในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล มีหน้าที่ช่วยงานในการถ่ายภาพเอ๊กซเรย์ฯ รับเงินค่าเอ๊กซเรย์และออกใบเสร็จรับเงินด้วย จำเลยเป็นผู้ปฏิบัติงานในองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ซึ่งเป็นพนักงานตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๓ เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าเอ๊กซเรย์จากผู้ที่มาเอ๊กซเรย์รายละ ๓๕ บาทแล้ว จำเลยก็เขียนจำนวนเงินและวันเดือนปีที่รับเงินใบเสร็จรับเงินท่อนแรกที่เป็นต้นฉบับและมอบให้แก่ผู้ชำระเงินไปตามความจริง ภายหลังจำเลยจึงเขียนรับเงินท่อนที่สองและท่อนที่สามที่เป็นสำเนา โดยเขียนจำนวนเงินน้อยลงกว่าที่ได้รับและเขียนวันเดือนปีที่ได้รับเงินไม่ตรงความจริง การที่จำเลยเขียนใบเสร็จรับเงินท่อนที่สองและท่อนที่สามไม่ตรงกับใบเสร็จรับเงินท่อนแรกที่เป็นต้นฉบับทั้งจำนวนเงินและวันเดือนปีที่ได้รับเงิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินอันเป็นเอกสารสิทธิ ต่อมาจำเลยใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่จำเลยปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์พร้อมด้วยจำนวนเงินตามที่ลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินปลอม เพื่อแสดงว่าจำเลยได้รับเงินค่าเอ๊กซเรย์ไว้เท่าจำนวนที่ปรากฏในสำเนาใบเสร็จรับเงินปลอม จึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ และ ๒๖๘ แต่ให้ลงโทษตาม มาตรา ๒๖๘ การที่จำเลยปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินท่อนที่สองและท่อนที่สามโดยเขียนจำนวนเงินน้อยกว่าในใบเสร็จรับเงินท่อนแรกที่เป็นต้นฉบับ แล้วนำใบเสร็จรับเงินท่อนที่สองที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปอ้างต่อเจ้าหน้าที่ขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์พร้อมกับเงินค่าเอ๊กซเรย์ตามจำนวนที่ระบุในใบเสร็จรับเงินท่อนที่สองที่จำเลยทำปลอมขึ้น ก็เพื่อยักยอกเบียดบังเงินค่าเอ๊กซเรย์ส่วนที่เหลือจากนำส่งเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวกัน แต่ผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๔ แต่ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองคืการหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๔ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ส่วนกำหนดโทษและการลดโทษที่ลงแก่จำเลยให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1653/2520 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นางรำไพ อาจทวีกุล ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นางรำไพ อาจทวีกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล วัลยะเพ็ชร์ · วิทูร เทพพิทักษ์ · ล้วน นิลกำแหง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายชูเชิด รักตะบุตร · ศาลอุทธรณ์ - นายไพรัช วงศ์วัฒนะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 5305/2539ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 2135/2518ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492ฎีกา 848/2534ฎีกา 278/2484ฎีกา 1616/2522ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา