คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หัวหน้าแผนกมีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับการบังคับบัญชากิจการทั้งหลายในแผนกของตนได้ การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาถือเป็นการกระทำผิดวินัย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าแผนกวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ มีหน้าที่บังคับบัญชากิจการทั้งหลายในแผนกและปฏิบัติตามข้อตกลงของคณะกรรมการประจำคณะและข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การสอนและหลักสูตรการสอนดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ.2486 มาตรา 24, 25, 26 ซึ่งแก้ไขโดย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2497 มาตรา 14, 15 เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้ช่วยหน่วยวิชาพาเชี่ยลเด็นเจอร์และให้โจทก์รายงานการสอนนักศึกษาปีที่ 2 ในวิชานี้เป็นรายละเอียดและจำนวนชั่วโมง ทั้งการบรรยายและปฏิบัติการพร้อมกับผลของการปฏิบัติงานทางด้านคลีดนิคของนิสิตปีที่ 4 มายังจำเลยที่ 1 ภายในวันที่กำหนด จึงเป็นการสั่งเกี่ยวกับกาารบังคับบัญชากิจการทั้งหลายในแผนกของจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการวางระเบียบการภายในแผนกวิชาหรือการอื่นอันเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประจำคณะที่จะต้องเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยตามพระราบัญญัติจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ.2486 มาตรา 22 ซึ่งแก้ไขโดย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2497 มาตรา 14 การที่โจทก์บันทึกโต้แย้งว่าไม่ยอมรับทราบคำสั่ง ไม่มีอะไรให้อีกแล้วและไม่มีผลใด ๆ ทั้งสิ้น แสดงว่าโจทก์จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 มาตรา 71 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 รายงานต่อคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์เหนือจำเลยที่ 1 ขึ้นไปเพื่อให้ลงโทษโจทก์ จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ มาตรา 93 ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ออกคำสั่ง (ดังกล่าวตอนต้น) เพื่อแกล้งโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์
บ.รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 3, ที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการสอบสวนโจทก์ทางวินัย จำเลยที่ 3, ที่ 4, ที่ 5 สอบสวนแล้วเสนอความเห็นว่าโจทก์ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาสมควรลงโทษตัดเงินเดือน บ. เห็นชอบตามข้อเสนอของปลัดทบวงที่ให้ลงโทษโจทก์ตามที่คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้ว แต่ บ. พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเสียก่อน จำเลยที่ 2 ซึ่งรัฐมนตรีต่อจาก บ.จึงออกคำสั่งลงโทษโจทก์ตามความเห็นของคณะกรรมการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 3, ที่ 4 และ ที่ 5 ก็เป็นการเสนอความเห็นจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนเมื่อฟังไม่ได้ว่าเสนอความเห็นเพื่อเจตนาแกล้งโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3, ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งให้ตัดเงินเดือนโจทก์ทั้ง ๆ ที่ทราบแล้วว่าโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียน เช่นนี้จะมาอุทธรณ์ฎีกาว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยหาได้ไม่ เพราะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.421 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2497 ม.14 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2497 ม.15 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2486 ม.22 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2486 ม.24 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2486 ม.25 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2486 ม.26 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 ม.71 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 ม.93 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยโจทก์เป็นอาจารย์ในแผนกทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้าแผนกทันตกรรมประดิษฐ์และเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ จำเลยที่ ๓, ที่ ๔, ที่ ๕ เป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์หัวหน้าแผนกเภสัชเวช คณะเภสัชกรรมศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามลำดับ เมื่อระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๕ ถึง พ.ศ.๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ โดยเจตนาจะกลั่นแกล้งโจทก์นำความเท็จข้อร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชากล่าวหาว่าโจทก์ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้นายบุญรอด บัณฑสันต์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นคณะกรรมการทำการสอบสวนโจทก์ ความจริงโจทก์ไม่เคยกระทำความผิดดังจำเลยที่ ๑ ร้องเรียน จำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ กลั่นแกล้งโจทก์โดยสอบสวนอย่างไม่เป็นธรรมและรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นความเท็จต่อจำเลยที่ ๒ ๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบออกคำสั่งที่ ๗๗/๒๕๑๖ ลงโทษโจทก์ฐานคำสั่งผู้บังคับบัญชาให้ตัดเงินเดือนโจทก์ร้อยละ ๑๐ ปีกำหนด ๖ เดือน การกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์เสียหายถูกตัดเงินเดือนเป็นเงิน ๓,๑๔๔ บาท ไม่ได้รับบำเหน็จประจำปีอย่างน้อย ๑ ชั้นตลอดไปจนครบเกษียณอายุเป็นเงิน ๒๓,๗๖๐ บาท และต้องเสียชื่อเสียงและประวัติในการปฏิบัติราชการคิดเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าคำสั่งที่ ๗๗/๒๕๑๖ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนคำสั่งเสีย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันประกาศคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน ๒ ฉบับติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๓ วัน โดยให้จำเลยทั้งห้าออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าเสียหาย ๕๖,๘๐๔ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์
จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้นำความเท็จไปแกล้งกล่าวหาโจทก์ ความจริงโจทก์กระทำการขัดคำสั่งและขัดขวางการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ ๑ ต้องรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อให้พิจารณาลงโทษทาง วินัย จำเลยที่ ๒ จึงแต่งตั้งให้จำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ทางวินัย จำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ สอบสวนพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าโจทก์ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่สั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย ควรลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ ๑๐ มีกำหนด ๖ เดือน นายบุญรอด บิณฑสันต์ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐในขณะนั้นเห็นชอบด้วย แต่ต่อมานายบุญรอดพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ จำเลยที่ ๒ ได้รับตำแหน่งแทนจึงลงนามในคำสั่งตัดเงินเดือนให้โจทก์ ความเสียหายของโจทก์เกิดจากการที่โจทก์ทำผิดวินัย จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ คำสั่งที่ ๗๗/๒๕๑๖ ที่สั่งตัดเงินเดือนโจทก์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้าแผนกวิชาทันตกรรมประดิษฐ์กิจการในแผนกจึงอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๔๘๖ มาตรา ๒๔ ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๑๕ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่บังคับบัญชากิจการทั้งหลายของแผนกและปฏิบัติการตามข้อตกลงของคณะกรรมการประจำคณะและข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การสอบสวนและหลักสูตรการสอนดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตรา ๒๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งที่ ๑/๒๕๑๕ ตั้งโจทก์เป็นผู้ช่วยหน่วยวิชาพาเชี่ยลเด็นเจอร์และออกคำสั่งที่ ๒/๒๕๑๖ ให้โจทก์รายงานการสอนนักศึกษาปีที่ ๒ วิชาพาเชี่ยลเดนเจอร์ปี พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๑๖ พร้อมกับผลของการปฏิบัติงานด้านคลีนิคของนิสิตปีที่ ๔ มายังจำเลยที่ ๑ ภายในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๖ จึงเป็นการสั่งเกี่ยวกับการบังคับบัญชากิจการทั้งหลายของแผนกวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ มิ่เป็นการวางระเบียบการภายในแผนกวิชาหรือการอื่นอันเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประจำคณะที่จะต้องเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๔๘๖ มาตรา ๒๒ ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๑๔ การที่โจทก์บังทึกโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ยอมรับทราบคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และบันทึกโต้แย้งในเอกสารหมาย ล.๑๒ ว่าโจทก์ไม่มีอะไรให้อีกแล้วและไม่มีผลใด ๆ ทั้งสิ้นแสดงว่าโจทก์จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของทางราชการอันเป็นการกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๗๑ วรรคสอง การที่จำเลยที่ ๑ รายงานต่อคณบดีคณะทันตแพทย์เพื่อให้ลงโทษโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจากพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งเพื่อแกล้งโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์
ที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐสืบต่อจากนายบุญรอด บิณฑสันต์ ออกคำสั่งที่ ๗๗/๒๕๑๖ ลงโทษโจทก์โดยให้ตัดเงินเดือนร้อยละ ๑๐ มีกำหนด ๖ เดือน ก็ปรากฏว่าหลังจากที่จำเลยที่ ๑ รายงานให้คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ลงโทษโจทก์แล้ว นายบุญรอดมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นคณะกรรมการเพื่อทำการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ สอบสวนแล้วเสนอความเห็นว่าโจทก์ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา สมควร ลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ ๑๐ มีกำหนด ๖ เดือน นายบุญรอดเห็นชอบตามข้อเสนอของปลัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งเห็นควรให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนพิจารณา แต่นายบุญรอดพ้นจากตำแหน่งเสียก่อน การที่จำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งลงโทษโจทก์ตามที่รัฐมนตรีคนก่อนสั่งไว้จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายมิใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์
สำหรับจำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ สอบสวนโจทก์ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐอันเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และเสนอความเห็นจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนว่าโจทก์ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ควรลงโทษโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓, ที่ ๔ และที่ ๕ เสนอความเห็นเช่นนั้นเพื่อเจตนาแกล้งโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์
โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งที่ ๗๗/๒๕๑๖ ให้ตัดเงินเดือนโจทก์ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ ๒ ทราบแล้วว่าโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลยที่ ๑ ร้องเรียน จำเลยให้การว่าจำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ตามกฎหมายแล้วปรากฏว่าโจทก์ทำผิดวินัยจริง จึงมีคำสั่งที่ ๗๗/๒๕๑๖ ลงโทษโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำสั่งที่ ๗๗/๒๕๑๖ ของจำเลยที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยมิได้กล่าวอ้างถึงการรับความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ปัญหาข้อที่ว่าคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ให้ตัดเงินเดือนโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าคำสั่งที่ให้ตัดเงินเดือนโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2520
พันตรีสิงห์ สิริสิงห์ โจทก์
นายเติม จารุดิลก กับพวก ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พันตรีสิงห์ สิริสิงห์ · ล. - นายเติม จารุดิลก กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มงคล วัลยะเพ็ชร์ · สอน ไชยสุต · เพียร ศรีอรุณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายประมุข สวัสดิ์มงคล · ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ เพียรรู้จบ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา