คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2238/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกล่าวข้อเท็จจริงโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท
ย่อคำพิพากษา
จำเลยฟ้องผู้เสียหายกับพวกในข้อหาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำร้ายร่างกายและทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ แล้วนำสำเนาคำฟ้องไปให้นักข่าวหนังสือพิมพ์ดูพร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเป็นส่วนตัวแล้วแกล้งจับกุมและทำร้ายร่างกายจำเลย นักข่าวได้นำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ได้ความว่าในขณะจำเลยไปเล่าเรื่องให้นักข่าวฟังนั้น จำเลยให้ดูบาดแผลที่ถูกทำร้ายด้วย และศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษพวกของผู้เสียหายคนหนึ่งฐานทำร้ายร่างกาย จำเลย (จำเลยถอนฟ้องผู้เสียหาย) ตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวทำให้เป็นที่สงสัยว่า ผู้เสียหายอาจมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยแล้วแกล้งจับกุมจำเลยดังที่จำเลยให้ข่าวในหนังสือพิมพ์ การกระทำของจำเลยเช่นนี้จึงเป็นการกล่าวข้อเท็จจริงโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยดูหมิ่นผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำตามหน้าที่ต่อนักข่าวหนังสือพิมพ์ว่า ผู้เสียหายกับพวกขอตรวจใบอนุญาตขับขี่ จำเลยไม่ยอมให้ตรวจ ผู้เสียหายกับพวกได้กระชากตัวจำเลยลงจากรถ ผู้เสียหายใช้เข่ากระทุ้งชายโครงเตะหน้าแข้ง ตบหน้าจำเลย แล้วดึงเอาใบขับขี่จากกระเป๋าเสื้อติดมือไปพร้อมกับเงินสด ๗๐๐ บาท สาเหตุเพราะผู้เสียหายโกรธที่จำเลยไม่ยอมให้ยืมรถ ซึ่งไม่เป็นความจริงนักข่าวเชื่อคำบอกเล่าของจำเลย ได้นำไปลงข่าวหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีได้ความว่าจำเลยฟ้องผู้เสียหายกับพวกต่อศาลอาญาในข้อหาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำร้ายร่างกาย ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพและทำให้เสียทรัพย์ ศาลพิพากษาลงโทษพวกของจำเลยคนหนึ่งฐานทำร้ายร่างกายจำเลย (จำเลยถอนฟ้องผู้เสียหาย) และเมื่อจำเลยไปเล่าเรื่องให้นักข่าวฟังนั้น จำเลยให้ดูบาดแผลที่ถูกทำร้ายด้วย คดีเรื่องนี้ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยทำร้องต่อศาลว่า เรื่องที่กล่าวหาจำเลยเป็นการเข้าใจผิด ไม่ประสงค์ดำเนินคดีแต่ศาลไม่รับพิจารณาคำร้องเพราะมิได้ทำให้ถูกต้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ ชั้นพิจารณาผู้เสียหายก็ไม่มาเบิกความเป็นพยาน ตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีทำให้เป็นที่สงสัยว่าผู้เสียหายอาจมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยแล้วแกล้งจับกุม จำเลยดังที่จำเลยให้ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ การกระทำของจำเลยเช่นนี้จึงเป็นการกล่าวข้อเท็จจริงโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2238/2520
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นางสาวธีรกุล เรียวพานิช ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นางสาวธีรกุล เรียวพานิช |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพบูลย์ ไวกาสี · วิทูร เทพพิทักษ์ · ประถม วิเชียรเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายปราโมทย์ ชพานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายดำริ ศุภพิโรจน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา