⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1499/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1499/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอันเดียวกันที่ได้ถูกวินิจฉัยโดยคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะนำมาฟ้องเป็นคดีอาญาในข้อหาอื่นอีกไม่ได้ แม้ประเด็นแห่งคดีจะแตกต่างกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาหมิ่นประมาทโดยจำเลยทั้งสองกับพวกทำหนังสือใส่ความโจทก์ซึ่งเป็นกำนันร้องเรียนต่อนายอำเภอ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จะนำการกระทำอันเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกในข้อหาแจ้งความเท็จกล่าวหาโจทก์ต่อนายอำเภอซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่ได้แม้ประเด็นในคดีทั้งสองนี้จะต่างกันก็ตาม สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายอาญา ม.173 ประมวลกฎหมายอาญา ม.174 ประมวลกฎหมายอาญา ม.181 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำความเท็จไปร้องเรียนต่อนายอำเภอบางปะอินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย กล่าวหาโจทก์ซึ่งเป็นกำนันและนายทะเบียนตำบลเชียงรากน้อยว่า กระทำความเดือดร้อนให้แก่จำเลยกับพวก โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานของโจทก์เรียกเงิน ๕๐ บาท ในการที่จำเลยกับพวกไปขอเลขบ้าน ซึ่งความจริงโจทก์มิได้เรียกหรือสั่งให้ผู้ใดเรียกเงินทองหรือสิ่งใด ๆ ตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๒, ๑๗๓, ๑๗๔, ๑๘๑ และ ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ บัญญัติว่า ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองกับพวกทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อนายอำเภอบางปะอินมีข้อความตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาหาว่าจำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิพากษายกฟ้อง ซึ่งปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว ดังนั้นการที่โจทก์นำการกระทำอันเดียวกันนั้นมาฟ้องเป็นคดีนี้หาว่าจำเลยแจ้งความเท็จ จึงมีปัญหาว่าโจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องได้อีกหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ฎีกาว่าคดีนี้มีปัญหาว่า จำเลยทั้งสองไปขอเลขบ้านที่สำนักงานของโจทก์หรือไม่ จำเลยได้รับความเสียหายเนื่องจากถูกเรียกเงิน ๕๐ บาทหรือไม่ ส่วนปัญหาในคดีก่อนคือโจทก์ได้สั่งให้เรียกเก็บเงินหรือไม่ เห็นได้ว่า ประเด็นในคดีทั้งสองไม่เหมือนกันโจทก์จึงมีสิทธิ์ฟ้องคดีนี้ได้อีกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๓๙ (๔) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้วไม่ว่าประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนจะต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็ต้องห้ามมิให้นำการกระทำอันนั้นมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1499/2531 นายเต็มใจ ทองทัศนีย์ โจทก์ นายฉอ้อน สุขยืน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเต็มใจ ทองทัศนีย์ · จำเลย - นายฉอ้อน สุขยืน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เดชา สุวรรณโณ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · ส่อง สุขะปุณณพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 106/2506ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1979/2521ฎีกา 4048/2528ฎีกา 1047/2514ฎีกา 284/2507ฎีกา 9435/2554ฎีกา 1304/2506ฎีกา 5138/2537ฎีกา 801/2503ฎีกา 1105/2519ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 581/2527ฎีกา 209/2506ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 2887/2540ฎีกา 492/2509ฎีกา 3050/2544ฎีกา 178/2494
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา