คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2514
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามคำบอกเล่าของผู้อื่น โดยเชื่อโดยสุจริตว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ย่อมไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน กลับจากธุระมาถึงบ้านก็ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นลูกบ้านว่าถูกโจทก์เรียกร้องเอาเงินไป ขอให้ไปแจ้งต่อตำรวจเพื่อเอาเงินคืน จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้ใหญ่บ้านจึงไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามคำบอกเล่าของลูกบ้าน อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ของผู้ปกครองหมู่บ้าน โดยเชื่อตามคำบอกเล่าของลูกบ้านว่าเป็นความจริง เช่นนี้ จำเลยที่ 1 ยังหามีความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง ๘ คนฐานร่วมกันแจ้งความเท็จและกรรโชกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓, ๑๗๔, ๓๓๗, ๘๓
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้รับไว้พิจารณาเฉพาะฐานสมคบกันแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๒, ๑๗๔, ๘๓
จำเลยทั้ง ๘ คนให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้ง ๘ คนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๔, ๘๓ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๔, ๘๓ จำคุกคนละ ๑ ปี
จำเลยทั้ง ๘ คนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ เป็นที่สงสัยว่าจำเลยที่ ๑ จะไม่รู้ความจริงมาก่อนว่าข้อความที่นำไปแจ้งนั้นเป็นความเท็จ และเห็นควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยคนอื่น ๆ ให้เบาลง พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยที่ ๘ คนละ ๖ เดือน เฉพาะจำเลยที่ ๑ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทุกคนตามศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ ๑ ส่วนฎีกาที่เกี่ยวกับจำเลยนอกนั้นเป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่รับ คดีคงมีปัญหาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า สำหรับนายหนูจำเลยที่ ๑ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่านายหนูจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ใหญ่บ้านจำเลยนอกนั้นเป็นลูกบ้าน เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าพวกจำเลยลักเป็ดมาฆ่ากินและเรียกร้องค่าเสียหายกันนั้น นายหนูจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ ไม่รู้เรื่องด้วย ครั้นกลับจากธุระมาถึงบ้าน นายหนูจำเลยที่ ๑ จึงได้รับแจ้งจากนายบุญ จำเลยที่ ๗ ลูกบ้านว่าถูกโจทก์เรียกร้องเอาเงินจากพวกจำเลยไป ๒,๔๐๐ บาท ขอให้ไปแจ้งต่อตำรวจเพื่อเอาเงินคืน นายหนูจำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นผู้ใหญ่บ้านจึงไปแจ้งต่อจ่าสิบตำรวจวีระตามคำบอกเล่าของลูกบ้านอันเป็นการกระทำตามหน้าที่ของผู้ปกครองหมู่บ้าน โดยเชื่อตามคำบอกเล่าของลูกบ้านว่าเป็นความจริง เช่นนี้หาเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่ แม้โจทก์จะนำสืบว่าก่อนนายหนูจำเลยที่ ๑ จะไปแจ้งความนั้น จำเลยที่ ๑ ได้ทราบเรื่องจากนายบุญธรรมสารวัตรกำนันแล้ว แต่เมื่อลูกบ้านของจำเลยที่ ๑ หลายคนยืนยันว่าความจริงเป็นดังคำบอกเล่าของลูกบ้านเช่นนี้ การที่นายหนูนำความไปแจ้งต่อจ่าสิบตำรวจวีระเพื่อสอบสวนหาความจริงอีกโดยนายหนูจำเลยที่ ๑ ไม่มีโอกาสรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรแน่นั้นการกระทำของนายหนูจำเลยที่ ๑ ย่อมไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์สำหรับนายหนูจำเลยที่ ๑ เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2514
นายชาย สายแขม โจทก์
นายหนู เกิดศักดิ์ ที่ 1 นายแก่น ช่วยนา ที่ 2 นายดื้อ ศรีอุ่น ที่ 3 นายมี
พั้วศรี ที่ 4
นายน้อย เดชศรี ที่ 5 นายภู พั้วศรี ที่ 6 นายบุญ ศรีอุ่น ที่ 7 นายสารี ศรีอุ่น
ที่ 8 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายชาย สายแขม · นายมี - นายหนู เกิดศักดิ์ ที่ 1 นายแก่น ช่วยนา ที่ 2 นายดื้อ ศรีอุ่น ที่ 3 · 4 - พั้วศรี ที่ · ศรีอุ่น - นายน้อย เดชศรี ที่ 5 นายภู พั้วศรี ที่ 6 นายบุญ ศรีอุ่น ที่ 7 นายสารี · จำเลย - ที่ 8 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · อัศนี เกาไศยนันท์ · ประพจน์ ถิระวัฒน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายวิถี คล้ายทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายธำรง สุนทรกุล ณ ชลบุรี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา