⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3363/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3363/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนร้ายยิงสามีจำเลย แม้ต่อมาอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ ก็ยังไม่ถือว่าคำกล่าวหานั้นเป็นความเท็จ หากจำเลยมีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เป็นคนร้าย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเคยแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนร้ายยิงสามีจำเลย ต่อมาจำเลยแจ้งเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนร้ายพนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่โจทก์ แม้ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ ก็ยังถือไม่ได้ว่าคำกล่าวหาของจำเลยเป็นความเท็จ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๔, ๑๘๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ก็โดยอาศัยข้อเท็จจริงจากถ้อยคำของจำเลยที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวนในคืนเกิดเหตุที่สามีจำเลยถูกคนร้ายยิงตายว่าจำเลยไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนร้าย แต่ภายหลังจำเลยกลับนำความไปแจ้งเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนว่า คืนเกิดเหตุจำเลยเห็นและจำคนร้ายได้ โจทก์เป็นคนร้ายคนหนึ่งในจำนวน ๓ คน จึงเป็นผลให้โจทก์ต้องถูกจับเป็นผู้ต้องหา แต่ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ศาลฎีกาเห็นว่า ลำพังข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบเพียงเท่านี้ ไม่เป็นเหตุผลที่จะชี้ให้เห็นเจตนาอันไม่สุจริตของจำเลยได้ว่านำเอาความเท็จซึ่งตนรู้ดีอยู่แล้วมาแกล้งกล่าวหาปรักปรำโจทก์ให้ต้องถูกจับดำเนินคดี อันจะทำให้จำเลยมีความผิดตามฟ้อง เพราะการที่จำเลยกล่าวความสองครั้งไม่ตรงกันนั้น โจทก์ก็หาได้พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวหาโจทก์ต่อพนักงานสอบสวนในชั้นหลังว่าเป็นคนร้ายนั้นเป็นเท็จ ตรงกันข้ามกลับปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทศักดิ์ชัย พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่าพยานได้ทำสำนวนเสร็จและมีความเห็นควรสั่งฟ้อง แสดงว่าข้อกล่าวหาของจำเลยนั้นมีมูลอยู่ การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์นั้นจึงหาแปลความหมายเลยไปถึงว่าคำกล่าวหาของจำเลยเป็นเท็จไม่เพราะหากถือเช่นนั้นแล้ว คดีทุกเรื่องที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ดี หรือแม้แต่คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องก็ดี ก็จะกลายเป็นว่าผู้เสียหายหรือผู้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเหล่านั้นอาจถูกกล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ หรือให้การเท็จเสมอไป ซึ่งว่าโดยเหตุผลแล้วหาได้เป็นดังที่โจทก์เข้าใจไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3363/2532 นายสงวน ภู่มาลา โจทก์ นางสมนึก มะลิทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสงวน ภู่มาลา · จำเลย - นางสมนึก มะลิทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ รอดเจริญ · ส่อง สุขะปุณณพันธ์ · เดชา สุวรรณโณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายประจวบ กระจ่างทิม · ศาลอุทธรณ์ - นายเสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3025/2526ฎีกา 1076/2551ฎีกา 284/2507ฎีกา 1047/2514ฎีกา 1499/2531ฎีกา 13537/2553ฎีกา 209/2506ฎีกา 1370/2505ฎีกา 1050/2514ฎีกา 2372/2519ฎีกา 897/2507ฎีกา 2482/2527ฎีกา 586-600/2504ฎีกา 2249/2515ฎีกา 1022/2505ฎีกา 125/2507ฎีกา 4/2537ฎีกา 95/2507ฎีกา 844/2506ฎีกา 2453/2521ฎีกา 2027/2526ฎีกา 5236/2549ฎีกา 1801/2511ฎีกา 2913-2915/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา