⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2502/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานว่าเห็นบุคคลร่วมกระทำความผิดอาญา แม้ข้อเท็จจริงบางส่วนเป็นจริง แต่ส่วนที่แจ้งว่าเป็นเท็จก็ถือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่สมบูรณ์แล้ว 2. การบรรยายฟ้องว่าจำเลย "บังอาจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ" ถือว่ามีความหมายโดยในว่าจำเลยมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแล้ว 3. การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน เป็นความผิดตามมาตรา 172 และ 174 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะแล้ว ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137

ย่อคำพิพากษา

บรรยายฟ้องว่า จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าเห็น ร. ร่วมกับ ส. ลักทรัพย์ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยได้เห็น ส.คนเดียวลักทรัพย์ มิได้เห็น ร. ร่วมลักทรัพย์ด้วย ดังนี้เป็นการบรรยายข้อความที่เป็นเท็จและที่เป็นจริงไว้ชัดแล้วว่าความจริงจำเลยมิได้เห็น ร. ร่วมกับ ส. ลักทรัพย์แต่ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าได้เห็น ร. ร่วมกับ ส.ลักทรัพย์ เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่ว่าความจริงหรือเท็จจะอยู่ตรงที่ว่า ร. ได้ร่วมกับ ส. ลักทรัพย์หรือไม่เท่านั้น บรรยายฟ้องว่า "จำเลยบังอาจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ฯลฯ"ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดกล่าวคือ เมื่อจำเลยแจ้งข้อความตามฟ้องนั้น จำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จ แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 172 และ 174ซึ่งบัญญัติเป็นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่วๆ ไปอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายอาญา ม.174

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่ร้อยตำรวจโทพิธ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่สอบสวนคดีอาญา โดยจำเลยให้การในฐานะพยานว่าเห็นนายหร่ำร่วมกับนายสมพรลักเรือยนต์พร้อมด้วยเครื่องยนต์ของนายพรหมไปซึ่งความจริงจำเลยเห็นแต่นายสมพรลักทรัพย์ หาได้เห็นนายหร่ำร่วมลักทรัพย์กับนายสมพรไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการเพื่อจะแกล้งให้นายหร่ำต้องรับโทษทางอาญา และอาจทำให้นายหร่ำ นายพรหมและนายย้อยผู้มาแจ้งความแทนนายพรหมเสียหาย นายหร่ำถูกจับกุมตัวสอบสวนดำเนินคดี ถูกฟ้องคดีอาญาถูกควบคุมตัวและถูกขังในระหว่างการสอบสวนและการพิจารณาคดีของศาลขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๑๗๒ และ ๑๗๔ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๑๗๒, ๑๗๔ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๗๔ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๔ เดือนลดโทษให้กึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ คงจำคุก ๒ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าที่จำเลยแจ้งว่านายหร่ำร่วมกับนายสมพรลักทรัพย์นั้น ความจริงเป็นอย่างไรความจริงหรือความเท็จที่ว่านี้คือ นายหร่ำได้ร่วมกับนายสมพรลักทรัพย์นั้นหรือไม่ โจทก์มิได้บรรยายข้อความนี้ ส่วนข้อความที่โจทก์บรรยายว่าความจริงจำเลยนั้นไม่ได้เห็นนายหร่ำร่วมกับนายสมพรลักทรัพย์นั้น ไม่ใช่ความจริงที่กฎหมายต้องการความจริงหรือความเท็จอันแท้จริงอยู่ที่ว่านายหร่ำร่วมกับนายสมพรลักทรัพย์หรือไม่เมื่อพิจารณาคำฟ้องที่ว่าในที่สุดนายหร่ำถูกฟ้องต่อศาลตามข้อความที่จำเลยนำมาแจ้งประกอบ ยิ่งทำให้เห็นว่าข้อความที่จำเลยแจ้งอาจจะเป็นความจริงก็ได้ อนึ่ง โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จ ยังบังอาจนำไปแจ้ง เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า เห็นนายหร่ำร่วมกับนายสมพรลักทรัพย์รายนี้ไป ซึ่งความจริงจำเลยได้เห็นนายสมพรคนเดียวลักทรัพย์หาได้เห็นนายหร่ำร่วมลักทรัพย์ด้วยไม่ เช่นนี้ เป็นการบรรยายข้อความที่เป็นเท็จ และที่เป็นจริงไว้ชัดแล้วว่าความจริงจำเลยมิได้เห็นนายหร่ำร่วมกับนายสมพรลักทรัพย์ แต่ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าได้เห็นนายหร่ำร่วมกับนายสมพรลักทรัพย์ นับว่าเป็นคำบรรยายฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว ส่วนข้อที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความนั้นเป็นเท็จแล้วยังบังอาจนำไปแจ้ง เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์นั้นศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยบังอาจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯลฯ ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิด กล่าวคือ เมื่อจำเลยแจ้งข้อความตามฟ้องนั้นจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จ โจทก์จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาฟ้องโจทก์จึงครบองค์ความผิดและสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และมีข้อเท็จจริงพอที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยได้ จึงสมควรพิจารณาพิพากษาไปเสียเลยแล้ววินิจฉัยว่า โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาสมควรแก่รูปคดีแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นปรับบทความผิดของจำเลยตามมาตรา ๑๓๗มาด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่ายังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะการที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนนั้นเป็นความผิดตามมาตรา ๑๗๒ และ ๑๗๔ ซึ่งบัญญัติเป็นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้วย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก พิพากษากลับ เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา ๑๗๒ และ ๑๗๔ลงโทษตามมาตรา ๑๗๔ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๔ เดือน รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ เดือน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2515 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นางทองหล่อ ดีวงษ์วาร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา · จำเลย - นางทองหล่อ ดีวงษ์วาร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธรรม วรรณแสง · พิชัย รชตะนันทน์ · ชลอ จามรมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสุภาส เลิศฤทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา มงคล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 729/2483ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 3237/2543ฎีกา 884/2484ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 7601/2540ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา