⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2688/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2688/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" มีผลเท่ากับโฉนด และผู้ถือตราจองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เว้นแต่จะเสียกรรมสิทธิ์ไปโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 มาตรา 11วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" นั้นผู้ถือมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย" หมายความว่าตราจองนั้นมีผลเท่ากับโฉนดเมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้วและมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทและจะเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามตราจองนี้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ไปโดยการครอบครองปรปักษ์ อันมีอายุความ10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 โจทก์ได้เข้าครอบครองปรปักษ์ในที่พิพาทยังไม่ถึง10 ปีจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 ม.11

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 3 แปลง ได้มาโดยบุกเบิกหักสร้างด้วยตนเองในที่รกร้างว่างเปล่าและครอบครองต่อเนื่องกันมาด้วยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาประมาณ 15 ปี โดยไม่มีผู้ใดเข้าเกี่ยวข้อง ต่อมาจำเลยนำรังวัดที่ดินของโจทก์ทั้ง 3 แปลง อ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลย โจทก์ได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินได้เปรียบเทียบแต่ตกลงกันไม่ได้ จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว เนื้อที่ 1,278 ไร่ ของจำเลย เมื่อปี พ.ศ. 2508 โจทก์ขอเข้าทำนาในที่พิพาท จำเลยอนุญาตให้โจทก์เข้าตกแต่งที่นาเดิม หักสร้างเนื้อที่นาใหม่โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน 3 ปี หลังจากนั้นก็ให้แบ่งปันข้าวครึ่งหนึ่งให้จำเลย ส่วนสวนยางและสวนอาสินโจทก์ขอโค่นถางป่ายางพาราเก่าแล้วทำไร่และปลูกยางใหม่ขึ้นแทนสวนอาสิน โดยขอกรีดยางทั้งแปลงแบ่งปันผลประโยชน์กันคนละครึ่ง รวมที่นาและที่สวนซึ่งโจทก์ครอบครองไม่เกิน 20 ไร่ พ.ศ. 2514 จำเลยขอรังวัดเพื่อออกโฉนด โจทก์คัดค้านและนำคดีมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้วตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 11 วรรคสองบัญญัติว่า ตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" นั้น ผู้ถือมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าตราจองนั้นมีผลเท่ากับโฉนด ทางพิจารณาคดีนี้โจทก์ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว และมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ฉะนั้น จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทและจะเสียกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทตามตราจองนี้ ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ไปโดยการครอบครองปรปักษ์ อันมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทยังไม่ถึง 10 ปี โจทก์จึงไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2688/2520 นายลัน เทศอาเล็น โจทก์ นายเจ๊ะ อับดุลลาห์ หลังปูเต๊ะ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายลัน เทศอาเล็น · จำเลย - นายเจ๊ะ อับดุลลาห์ หลังปูเต๊ะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประภาศน์ อวยชัย · ชลูตม์ สวัสดิทัต · พัลลภ สังโขบล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 726/2493ฎีกา 1589/2567ฎีกา 3375/2532ฎีกา 472/2526ฎีกา 9788/2553ฎีกา 2675/2527ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 1219-1222/2526ฎีกา 1564/2529ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 955/2535ฎีกา 472/2513ฎีกา 107/2493ฎีกา 1368/2510ฎีกา 529/2497ฎีกา 4415/2528ฎีกา 383/2490ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 1539/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา