⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 590/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลจะวินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีในประเด็นเรื่องการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการซื้อขายนั้น จะต้องมีการยกประเด็นเรื่องการซื้อโดยสุจริตขึ้นมาพิจารณาในคำฟ้องด้วย

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกขอแสดงกรรมสิทธิ์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์และครอบครองปรปักษ์กว่า 10 ปี ศาลชั้นต้นกะประเด็นว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ ดังนี้ ไม่มีประเด็นในฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินจดทะเบียนโดยสุจริต ศาลยกขึ้นวินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1633 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดที่ 1845 ติดกับด้านใต้และด้านตะวันตกของที่ดินโจทก์บางส่วน ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2516 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองคัดค้านและชี้เขตที่ดินของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 200 ตารางวาตามรูปเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องต่อไป จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเดิมเป็นของมารดาจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งมารดาได้ยกให้จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมา 30 ปีแล้ว ระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยมีคูน้ำเป็นเขต ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกะประเด็นข้อพิพาทว่า 1) ที่พิพาทอยู่ในโฉนดของโจทก์หรือของจำเลย 2) จำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ เมื่อพิจารณาคดีแล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์จดทะเบียนซื้อที่พิพาทโดยไม่สุจริต แม้สิทธิของจำเลยทั้งสองผู้ได้มานั้นยังมิได้จดทะเบียน ก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 500 บาทแทนจำเลย โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทมาโดยไม่สุจริตเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และจำเลยไม่ได้จดทะเบียนสิทธิครอบครองให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยจะมาอ้างอำนาจการครอบครองปรปักษ์ใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันได้กรรมสิทธิ์มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ ศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่าที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว สำหรับปัญหาว่า สิทธิของจำเลยทั้งสองผู้ได้ที่พิพาทมาซึ่งยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่นั้น ในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว ฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างเพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1633 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองคัดค้านและชี้เขตที่ดินของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 200 ตารางวา ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่พิพาทอยู่ในที่ดินมีโฉนดซึ่งมารดาจำเลยยกให้ และจำเลยได้ครอบครองที่พิพาทมาเกิน 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยทางครอบครองแล้ว ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต จำเลยจึงมิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ซื้อที่พิพาทมาโดยไม่สุจริต ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทของคดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ว่า ที่พิพาทอยู่ในโฉนดของโจทก์หรือของจำเลย และฝ่ายจำเลยได้ครอบครองที่พิพาทโดยปรปักษ์มาจนได้กรรมสิทธิ์ดังข้อต่อสู้ของจำเลยหรือไม่ และคดีไม่มีประเด็นในเรื่องที่โจทก์ซื้อที่พิพาทไว้ โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกข้อที่ไม่มีประเด็นขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 คู่ความจะยกปัญหานี้ขึ้นเป็นประเด็นอุทธรณ์ฎีกาต่อมาหาได้ไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้ก็เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาเกี่ยวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่พิพาทมาโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382โจทก์จึงต้องแพ้คดี ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนในผลแห่งคดีที่ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 600 บาทแทนจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2521 นางถุงเงิน เดชธนู โจทก์ นายมานิตย์ คล้ายถม ที่ 1, นางมาลี คล้ายถม ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางถุงเงิน เดชธนู · จำเลย - นายมานิตย์ คล้ายถม ที่ 1, นางมาลี คล้ายถม ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุบ วีระเวคิน · สงวน สิทธิไชย · สุไพศาล วิบุลศิลป์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3886/2566ฎีกา 4269/2528ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา