⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1076/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่จดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ที่ดินของภรรยาจำเลยใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ แม้จะกระทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิกระทำได้ และไม่มีเจตนากระทำผิดอาญา ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีรับเงินสมนาคุณจากงบประมาณแผ่นดินประเภทค่าทดแทนจำเลยซื้อที่ดินในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ป. ภรรยาจำเลยร่วมกัน แล้วจำเลยดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมส่วนของ ป. อยู่ติดชายทะเลไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจำเลยจึงดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ที่ดินของ ป. ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเช่นนี้ จำเลยอาจเข้าใจผิดคิดว่าน่าจะทำได้ เพื่อจะได้ไม่ยุ่งยากภายหลังในพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยน่าจะเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยทำได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดอาญา ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา152

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.62

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2502 มาตรา 8จำคุก จำเลย 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการบำนาญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยพลเอก ประภาส จารุเสถียร (ยศขณะนั้น) เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ได้รับเงินสมนาคุณจากงบประมาณแผ่นดินในประเภทเงินค่าตอบแทน เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการบริหารราชการ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2509 พลเอกประภาส จารุเสถียรได้มีคำสั่งมอบฉันทะให้จำเลยเป็นผู้ลงนามแทนในงานเกี่ยวกับการเงิน การสัญญาการทำสัญญาการติดต่อทั่วไป ดังเอกสารหมาย ป.1 ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2511จำเลยในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ภรรยาจำเลย ได้ซื้อที่ดินตราจองเลขที่ 884 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน (ปราณบุรี) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน76 ตารางวา หนึ่งแปลง ส่วนที่เป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซื้อไว้เพื่อตั้งศูนย์วิจัยสัตว์ทะเล ในวันซื้อที่ดินนั้น จำเลยในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ได้ยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวออกตามส่วนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ได้ที่ดินทางด้านทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกติดหาดทรายชายทะเล เนื้อที่ประมาณ 400 ตารางวา ส่วนที่ดินที่เหลือเป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จดทะเบียนภารจำยอมให้ที่ดินของนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ใช้ที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขัดข้อง โดยให้รอแบ่งแยกที่ดินและสร้างโฉนดใหม่เสียก่อน ต่อมาเดือนมีนาคม 2512 นายกสภามหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายแถบ นีละนิธิ เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งอธิบการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แทนพลเอกประภาส จารุเสถียร ซึ่งลาออก และแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหารปฏิบัติหน้าที่เช่นที่เคยได้รับมอบหมายไว้ ดังเอกสารหมาย ป.2 เมื่อเดือนมิถุนายน 2512 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายแถบ นีละนิธิ เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังเอกสารหมาย ป.3 และนายกสภามหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ดังเอกสารหมาย ป.4 ในการที่จำเลยได้รับแต่งตั้งดังกล่าว นายแถบ นีละนิธิ ไม่ได้มอบหมายให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่ แทนดังที่เคยได้รับมอบหมายมาแต่ก่อนต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2512 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินตราจองเลขที่ 884 ออก เป็นของนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ตามตราจอง เลขที่ 3308 เนื้อที่ 3 งาน 97ตารางวา เป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามตราจองเลขที่ 884 เดิมเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2513 ในสมัยที่นายแถบ นีละนิธิ เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำเลยได้ไปจัดการจดทะเบียนภารจำยอมให้ที่ดินตราจองเลขที่ 884 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตกอยู่ในบังคับภารจำยอมเป็นทางเดินผ่านเข้าออกที่ดินตราจองเลขที่ 3308ของนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งเอกสารหมาย ป.1และในเดือนกันยายน 2513 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินขบวนเรียกร้องให้ทำการสอบสวนโดยสงสัยว่าจะมีการทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสมัยพลเอก ประภาส จารุเสถียร เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัยได้สั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งตั้งกรรมการทำการสอบสวนจำเลย ต่อมานายแถบ นีละนิธิ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมตำรวจแจ้งความดำเนินคดีอาญาจำเลย กับมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอม และเรื่องอยู่ในระหว่างดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์นำสืบว่า การที่จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าว ทำให้รัฐและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหาย จำเลยนำสืบว่า ในวันที่จำเลยซื้อที่ดินตามตราจองเลขที่ 884 เดิมนั้นจำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนภารจำยอม เพราะพลเอกประภาสจารุเสถียร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอนุญาตให้จำเลยทำได้ ต่อมาเมื่อแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยไปขอจดทะเบียนภารจำยอมโดยจำเลยเข้าใจว่ามีอำนาจกระทำได้ และภารจำยอมนี้อาจสิ้นไปหรือถูกเพิกถอนได้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในการซื้อที่ดินตามตราจองเลขที่ 884ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน (ปราณบุรี) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นี้ จำเลยได้รับมอบให้ซื้อในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ร่วมกัน เมื่อจำเลยซื้อแล้วก็ได้ดำเนินการยื่นคำขอเพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวออกตามส่วน โดยที่ดินส่วนของนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ได้ทางทิศเหนือ ทิศตะวันออกติดหาดทรายชายทะเล ส่วนที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ถัดออกมา ที่ดินส่วนของนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนา ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ จำเลยจึงได้ยื่นขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จดทะเบียนภารจำยอมให้ที่ดินของนางประยงค์ศรี วานิชวัฒนาใช้ที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตามที่จำเลยใช้อำนาจไปเช่นนั้น จำเลยอาจเข้าใจผิดคิดว่าน่าจะทำได้ ทั้งนี้ เพื่อนางประยงค์ศรีวานิชวัฒนา จะได้มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ ซึ่งจะไม่เป็นการยุ่งยากภายหลัง และจำเลยได้กระทำไปโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของทางราชการ มิได้ปกปิดหรือแอบแฝงกระทำแต่อย่างไร นอกจากนี้ยังได้ความตามที่โจทก์นำสืบอีกว่า จำเลยได้นำหลักฐานต่าง ๆ มามอบให้คณะกรรมการที่ทำการสอบสวนจำเลย และจำเลยให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการด้วยดี ตามคำเบิกความของนายเกษม สุวรรณกุลพยานโจทก์ก็รับว่าการซื้อที่ดินแปลงนี้จำเลยได้ปรึกษาที่ประชุมคณบดีแล้ว และนายแถบ นีละนิธิ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เบิกความว่า การจดทะเบียนภารจำยอมไม่มีระเบียบวางไว้ ทั้งตลอดเวลาที่พยานรับราชการร่วมกับจำเลยมา ไม่เคยปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์ทุจริตในหน้าที่ราชการเลยพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยน่าจะเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยทำได้ ฉะนั้น ที่จำเลยกระทำไปยังไม่พอจะฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดอาญาจำเลยไม่มีความผิด" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2522 อัยการประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นายศุภชัย วานิชวัฒนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการประจวบคีรีขันธ์ · จำเลย - นายศุภชัย วานิชวัฒนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5893/2567ฎีกา 2907-2928/2517ฎีกา 2716/2535ฎีกา 3869/2546ฎีกา 13113/2556ฎีกา 2266/2534ฎีกา 7233/2549ฎีกา 1022/2544ฎีกา 710/2500ฎีกา 962/2512ฎีกา 1717/2543ฎีกา 1627/2552ฎีกา 1347/2505ฎีกา 4613/2534ฎีกา 430/2532ฎีกา 717/2511ฎีกา 2871/2538ฎีกา 3617/2547ฎีกา 450/2519ฎีกา 3878/2536ฎีกา 266/2514ฎีกา 8372/2538ฎีกา 6419/2537ฎีกา 3364/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา