⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในคดีความผิดอันยอมความได้ หากโจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว และจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องการร้องทุกข์ขึ้นมา โจทก์ก็ไม่ต้องนำสืบเรื่องการร้องทุกข์นั้น แต่หากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรื่องการร้องทุกข์ ก็ไม่ทำให้ฟ้องเสียไป เพราะไม่ใช่ข้อที่กฎหมายบังคับให้ต้องบรรยายในฟ้อง และศาลสามารถลงโทษจำเลยได้หากมีการนำสืบว่ามีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ในคดีความผิดอันยอมความได้ ถ้าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว หากจำเลยมิได้ยกข้อตอ่สู้ให้เป็นประเด็นขึ้นมาว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์ก็ไม่มีข้อที่จะต้องนำสืบว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ระเบียบแล้ว แต่ถ้าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว ก็ไม่ทำให้ฟ้องนั้นไม่เป็นฟ้อง เพราะความข้อนี้มิใช่เป็นข้อความซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติให้โจทก์ต้องบรรยายมาในฟ้อง เมื่อโจทก์นำสืบว่าคดีได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลก็พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายข้อหา เป็นความผิดอาญาแผ่นดินกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวว่าข้อหาความผิดอันยอมความได้นี้ได้มีการร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว และตามคำเบิกความของผู้เสียหาย ตำรวจผู้จับกุมจำเลยและพนักงานสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องทุกข์ของผู้เสียหายแต่ประการใด เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจทำการสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายบทหลายกระทง กล่าวคือจำเลยที่ ๑ ได้บังอาจมีอาวุธปืน ฯลฯ ไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ได้บังอาจร่วมกันใช้กำลังกายและไม้ถือเป็นอาวุธตบหน้ากระทืบและตีคุณหญิงระวิผู้เสียหายหลายแห่ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขึ้นไปบนบ้านผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาต แล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ บังอาจลักทรัพย์มีปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .๓๘ หนึ่งกระบอก กระสุนขนาด .๓๘ ห้านัด กล้องถ่ายรูป ๑ กล้อง ธนบัตร ๕,๐๐๐ บาท ภาพถ่ายราคา ๑,๕๐๐ บาทไป ต่อจากนั้นจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันใช้ปืนจี้และผลักผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ ยิงปืนขู่ พาตัวผู้เสียหายไปจากบ้านมุ่งหน้าไปยังจังหวัดลำปาง จำเลยที่ ๔ บังอาจแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารบก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ฯลฯ ประมลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๙๗, ๓๓๕ (๘), ๓๑๐, ๑๔๖ พระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พ.ศ. ๒๔๗๗ ฯลฯ กับขอให้ริบของกลางและคืนของกลางบางอย่างแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ลงโทษจำคุก ๖ เดือน ผิดตามมาตรา ๒๙๕ ลงโทษจำคุก ๖ เดือน และผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคแรก จำคุก ๖ เดือน รวมเป็นจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ลงโทษจำคุกคนละ ๖ เดือน และตามมาตรา ๒๙๖ ลงโทษจำคุกคนละ ๓ เดือน รวมเป็นจำคุกคนละ ๙ เดือน จำเลยที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๐ วรรคแรก จำคุก ๖ เดือน ตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๖ พระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๖ แต่ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหารอันเป็นบทหนักจำคุก ๓ เดือน รวมเป็นจำคุก ๙ เดือน ริบไม้ถือหัวโลหะ ปลอกกระสุนปืนเอ็ม ๑๖ สิบสองปลอก ลูกระเบิดมือ ๑ ลูก เครื่องแบบ ๑ ชุด ของกลางนอกนี้ให้คืนเจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑, ๘๓ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ในข้อหาความผิดฐานนี้คนละ ๑ เดือน กับให้ยกฟ้องข้อหาความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีความผิดอันยอมความได้ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเรียกว่า คดีความผิดต่อส่วนตัวนี้ถ้าโจทก์ได้บรรยายไว้ด้วยว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว แต่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ให้เป็นประเด็นขึ้นมาว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์ก็ย่อมไม่มีข้อที่จะต้องนำสืบว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว แต่ถ้าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว ก็ไม่ทำให้ฟ้องนั้นไม่เป็นฟ้อง เพราะความข้อนี้มิใช่เป็นข้อความซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ บัญญัติให้โจทก์ต้องบรรยายมาในฟ้อง เมื่อโจทก์นำสืบว่าคดีได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลก็พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายข้อหา เป็นความผิดอาญาแผ่นดินกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวว่าข้อหาความผิดอันยอมความได้นี้ได้มีการร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว และตามคำเบิกความของผู้เสียหาย นายตำรวจผู้จับจำเลยและพนักงานสอบสวนก็เป็นความจริงดังที่ศาลอุทธรณ์กล่าวว่าไม่ปรากฏว่าได้มีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายแต่ประการใดเลย เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจทำการสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ฯลฯ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2522 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ คุณหญิงระวิ กิตติขจร โจทก์ร่วม นางแสงระวี สุภางคเสน กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน · โจทก์ร่วม - คุณหญิงระวิ กิตติขจร · ล. - นางแสงระวี สุภางคเสน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป ชุ่มวัฒนะ · สมบัติ วังตาล · สุวัฒน์ รัตรสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นายประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน เลิศวิรุฬห์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 8080/2538ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 3593/2529ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา