คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1917/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาที่สิ้นอายุแล้วเพื่อขาย ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าจำเลยรู้ว่ายาเสพเสื่อมคุณภาพ
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องโจทก์มีใจความว่า "จำเลยบังอาจมียา ....ซึ่งเป็นยาสิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในสลากแล้ว (คือยาเสื่อมคุณภาพ) ไว้ในความครอบครองของจำเลยเพื่อขายและตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยา คำว่า "มีไว้เพื่อขาย" มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "ขาย" ฟ้องของโจทก์จึงได้ความตรงตามมาตรา 121 วรรคแรกแล้ว และความผิดตามมาตรานี้ (มาตรา 121) ต้องการเพียงเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 เท่านั้นเมื่อโจทก์ใช้คำว่า"จำเลยบังอาจ" ก็เป็นการแสดงความหมายอยู่ในตัวว่าจำเลยเจตนากระทำผิดกฎหมายโจทก์หาจำต้องกล่าวในฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นยาเสื่อมคุณภาพไว้ด้วยอีก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจมียากรีโซวิน 250 เม็ด ยาท๊อกไมซิน 150 แคปซูล ยายูโรเซ็บ 800 แคปซูล ยาเพ็นนิซิลิน 900 เม็ด ซึ่งเป็นยาสิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในสลากแล้วไว้ในความครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ฯลฯ
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 72, 75, 121, 126 จำคุก 1 เดือน ปรับ 3,000 บาทลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 วัน ปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกเปลี่ยนเป็นกักขัง 15 วัน ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษตามมาตรา 121 วรรคสอง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 121 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาเสื่อมคุณภาพ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72(3) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสามพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งกระทำโดยไม่รู้ว่าเป็นยาเสื่อมคุณภาพ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันบาท"
เมื่อได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ซึ่งมีใจความว่า "จำเลยบังอาจมียาซึ่งเป็นยาสิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในสลากแล้ว (ยาเสื่อมคุณภาพ) ไว้ในความครอบครองเพื่อขาย" แล้วจะเห็นได้ว่าข้อความ "มีไว้เพื่อขาย" มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "ขาย" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ฉะนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงได้ความตรงตามมาตรา 121 วรรคแรก แล้ว ซึ่งความผิดตามมาตรานี้ต้องการเพียงเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 เท่านั้น เมื่อโจทก์ใช้คำว่า"บังอาจ" ก็เป็นการแสดงความหมายอยู่ในตัวว่าจำเลยเจตนากระทำผิดกฎหมาย โจทก์หาจำต้องกล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นยาเสื่อมคุณภาพดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้องก็ย่อมลงโทษจำเลยได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1917/2522
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช โจทก์
นายสุขสันต์ เลาหะวลีสันต์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช · จำเลย - นายสุขสันต์ เลาหะวลีสันต์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิสัณห์ ลีตเวทย์ · ขจร หะวานนท์ · จรัญ สำเร็จประสงค์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา