⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1926-1927/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1926-1927/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินได้พึงประเมินที่นิติบุคคลต่างประเทศได้รับจากการให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ในประเทศไทย คือเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินงานแล้ว และต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาอีกร้อยละ 10 ของเงินได้ที่เหลือ.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบธุรกิจให้เช่าและจัดจำหน่ายฟิลม์ภาพยนตร์ มีสำนักงานสาขาอยู่ในประเทศไทยโจทก์เช่าฟิลม์ภาพยนตร์จากบริษัทต่างประเทศแล้วเอาเข้ามาฉายในประเทศไทย ซึ่งทางโรงภาพยนตร์จะแบ่งปันรายได้ให้แก่โจทก์โจทก์จะหักไว้เป็นรายได้ของโจทก์ร้อยละ 40 ส่วนที่เหลือร้อยละ 60 ต้องหักค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ค่าตัดต่อฟิลม์ค่าพิมพ์คำบรรยายค่าบันทึกเสียงหรือพากย์ และค่าตรวจเซนเซ่อร์เสียก่อน เหลือเท่าไรบริษัทต่างประเทศจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาจากโจทก์ได้และโจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องส่งเงินสุทธิดังกล่าวเท่านั้นไปให้บริษัทต่างประเทศดังนั้นเงินค่าเช่าฟิลม์ภาพยนตร์ซึ่งถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์จะต้องรับผิดเสียภาษีตามมาตรา 40(5) ประกอบด้วยมาตรา 70 จึงได้แก่เงินที่โจทก์จ่ายให้บริษัทต่างประเทศหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วและการคำนวณภาษีเงินได้ของเงินดังกล่าวจะต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาให้อีกร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือตามมาตรา 70(3)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.70 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502 ม.17 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502 ม.33

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจให้เช่า และจัดจำหน่ายฟิลม์ภาพยนตร์มีสำนักงานสาขาประกอบกิจการอยู่ในประเทศไทยเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลย สั่งให้โจทก์ในฐานะผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย นำเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลกับเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ไปชำระ โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงขอให้เพิกถอน จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจการให้เช่าและจัดจำหน่ายฟิลม์ภาพยนตร์ มีสำนักงานสาขาอยู่ในประเทศไทย คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ได้เช่าฟิลม์ภาพยนตร์จากบริษัทต่างประเทศรวม 6 บริษัท ดังรายชื่อในเอกสารหมาย 2 ท้ายฟ้องมาจัดดำเนินการฉายในประเทศไทย บริษัทต่างประเทศดังกล่าวมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ในระหว่าง พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2512 บริษัทต่างประเทศรับเงินได้จากการให้เช่าฟิลม์ภาพยนตร์ที่จ่ายจากประเทศไทยโดยโจทก์เป็นผู้จ่าย บริษัทต่างประเทศดังกล่าวจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยโจทก์ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีและนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ปัญหาที่จะวินิจฉัยมีว่า การประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์นั้นถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลรัษฎากรมาตรา 70 บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2)(3)(4)(5)(6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามวิธีการและอัตราดังต่อไปนี้ ฯลฯ (3) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 10 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ฯลฯ" ดังนี้ เงินได้พึงประเมินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 นี้จึงหมายความเฉพาะเงินที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวเท่านั้นสำหรับคดีนี้ โจทก์เช่าฟิลม์ภาพยนตร์จากบริษัทต่างประเทศแล้วเอาเข้ามาฉายในประเทศไทย เมื่อฉายภาพยนตร์ดังกล่าวแล้วทางโรงภาพยนตร์จะแบ่งปันรายได้ให้แก่โจทก์ โจทก์จะหักไว้เป็นรายได้ของโจทก์ประมาณร้อยละ 40 เงินส่วนที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 60 บริษัทต่างประเทศเจ้าของฟิลม์ภาพยนต์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาไปเพราะมีข้อสัญญาให้นำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายเป็นค่าโฆษณาค่าตัดต่อฟิลม์ ค่าพิมพ์คำบรรยาย ค่าบันทึกเสียงหรือค่าพากย์และค่าตรวจเซ็นเซอร์เสียก่อน เงินจำนวนที่เหลือจากหักค่าใช้จ่ายตามสัญญาดังกล่าวแล้วเท่านั้นที่บริษัทต่างประเทศเจ้าของฟิลม์ภาพยนตร์จะมีสิทธิเรียกร้องเอาจากโจทก์ได้และโจทก์ก็มีหน้าที่ตามสัญญาต้องส่งเงินสุทธิดังกล่าวเท่านั้นไปให้บริษัทต่างประเทศ ดังนั้น เงินค่าเช่าฟิลม์ภาพยนตร์ซึ่งถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์จะต้องรับผิดเสียภาษีตามมาตรา 40(5) ประกอบด้วยมาตรา 70 จึงได้แก่เงินที่โจทก์จ่ายให้บริษัทต่างประเทศหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว และการคำนวณภาษีเงินได้ดังกล่าวจะต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาให้อีกร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือดังกล่าวตามมาตรา 70(3) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการประเมินเรียกเก็บภาษีตามวิธีการของจำเลยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษากลับให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลกองภาษีเงินได้ของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1926 - 1927/2522 บริษัท ภาพยนตร์โคลัมเบียแห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร รวม 2 สำนวน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ภาพยนตร์โคลัมเบียแห่งประเทศไทย จำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร รวม 2 สำนวน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · สมชัย ทรัพยวณิช · ชลูตม์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10135/2539ฎีกา 5890/2539ฎีกา 439/2508ฎีกา 4096/2528ฎีกา 2034/2536ฎีกา 4797/2534ฎีกา 1400/2553ฎีกา 6220/2549ฎีกา 4708/2542ฎีกา 1587/2522ฎีกา 2642/2538ฎีกา 3113/2531ฎีกา 3193/2543ฎีกา 736/2550ฎีกา 3867/2531ฎีกา 6899/2559ฎีกา 3934/2534ฎีกา 1110/2565ฎีกา 10701/2555ฎีกา 1878/2519ฎีกา 3322/2554ฎีกา 123/2540ฎีกา 905/2531ฎีกา 5243/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา