⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5598/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยยกกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้แก่เจ้าของที่ดินโดยมีข้อตกลงให้เช่าดำเนินกิจการต่อไป ไม่ถือเป็นรายได้พึงประเมินของเจ้าของที่ดินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เว้นแต่จะระบุเจตนาให้จำเลยชำระภาษีส่วนนี้แทนไว้ให้ชัดแจ้ง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้ลงทุนก่อสร้างโรงแรมแล้วยกกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้างให้แก่เจ้าของที่ดิน โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยมีสิทธิเช่าโรงแรมที่ก่อสร้างเพื่อดำเนินกิจการโรงแรมเป็นเวลา 16 ปี 6 เดือน และตลอดเวลาการเช่า จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือน ภาษีการค้า หรือภาษีอื่นใด และภาษีส่วนที่ทางราชการประเมินสูงกว่าที่ปรากฏในสัญญาเช่า การที่จำเลยยกกรรมสิทธิ์ในที่ก่อสร้างให้แก่เจ้าของที่ดินนี้ กรมสรรพากรถือว่าเป็นรายได้พึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงที่จะต้องเสียภาษี เมื่อพิจารณาถึงเจตนาของคู่สัญญาแล้ว ถ้าเจ้าของที่ดินมีเจตนาให้จำเลยชำระภาษีส่วนนี้แทนด้วยก็ควรจะต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งเพราะภาษีโรงเรือน ภาษีการค้า ยังระบุไว้ได้ หรือมิฉะนั้นระบุว่าภาษีใด ๆ ก็เพียงพอแล้วไม่ต้องระบุรายละเอียดว่าเป็นภาษีในกรณีใดบ้างอย่างเช่นที่ได้ระบุไว้ในสัญญาเช่า ทำให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่ามิได้หมายความรวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีส่วนนี้แทนเจ้าของที่ดิน โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกของเจ้าของที่ดินย่อมไม่มีสิทธิยกเอาเหตุนี้มาบอกเลิกสัญญาเช่าได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.11 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.554 ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.41

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๑๔ จำเลยได้ทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าโรงแรมลิเบอร์จากนางถนอม วิเศษอรัญญาการ มีกำหนด ๑๖ ปี ๖ เดือน โดยมีข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ ๒ วรรค ๒ กำหนดให้จำเลยผู้เช่าเป็นผู้ออกเงินค่าภาษีโรงเรือน ภาษีการค้าหรือภาษีอื่นใด และภาษีส่วนที่ทางราชการประเมินสูงกว่าที่ปรากฏในสัญญานี้ ต่อมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางถนอม และโจทก์ได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยเช่าอยู่ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้ของกรมสรรพากรได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาส่งมายังโจทก์ และแจ้งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้เกี่ยวกับประเมินค่าเช่าโรงแรมที่จำเลยเช่าเพิ่มขึ้นจากเดิมย้อนหลังไประหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเงิน ๕๐๔,๖๑๐.๘๘ บาทโจทก์แจ้งให้จำเลยชำระแทน แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าโจทก์จึงได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าขอขับไล่จำเลยออกจากโรงแรมที่เช่า แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากโรงแรมลิเบอร์ตี้และส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าภาษี๕๐๔,๖๑๐.๘๘ บาท และค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทกับค่าใช้จ่ายในการอุทธรณ์ภาษี ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน๑,๗๕๔,๖๑๐.๘๘ บาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๔๐๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบโรงแรมที่เช่าคืนในสภาพเรียบร้อย จำเลยให้การว่า ตามสัญญาเช่า คำว่าภาษีอื่นใดซึ่งจำเลยยอมออกให้ต้องเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากทรัพย์สินที่เช่า แต่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่โจทก์ถูกเรียกเก็บ ไม่เกี่ยวกับภาษีที่เรียกเก็บจากทรัพย์ที่เช่า จำเลยไม่ต้องรับผิดโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการอุทธรณ์ภาษี และค่าเสียหายสำหรับอาคารที่เช่าไม่เกินเดือนละ๔๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นเรียกเก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ในรอบปีที่ได้รับเงินหรือทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นอันกฎหมายถือว่าเป็นเงินได้อันจะต้องเสียภาษีดังนั้นบุคคลใดก็ตามที่มีเงินได้เข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด บุคคลนั้นก็มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีที่จำเลยได้ก่อสร้างอาคารโรงแรมลิเบอร์ตี้และยกกรรมสิทธิ์ให้แก่นางถนอม ซึ่งกรมสรรพากรถือว่าเป็นทรัพย์สินรายได้พึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนางถนอม นางถนอมมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงที่จะต้องเสียภาษีเพราะได้ทรัพย์สินดังกล่าวมามิใช่จำเลยโจทก์ฎีกาว่าประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งว่าบุคคลอื่นจะออกเงินเสียภาษีแทนบุคคลธรรมดาผู้นั้นไม่ได้ แต่ตามสัญญาเช่าในคดีนี้เมื่อพิจารณาถึงเจตนาของคู่สัญญาถ้านางถนอมมีเจตนาให้จำเลยชำระภาษีส่วนนี้แทนด้วยก็ควรจะต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งเพราะภาษีโรงเรือน ภาษีการค้ายังระบุไว้ได้ มิฉะนั้นแล้วระบุว่าภาษีใด ๆ ก็เพียงพอแล้วไม่ต้องระบุรายละเอียดว่าเป็นภาษีในกรณีใดบ้างอย่างเช่นที่ได้ระบุไว้ในสัญญาเช่านี้ นอกจากนี้โจทก์เพิ่งแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ คือหลังจากถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บเพิ่มเป็นเวลาถึง ๗ ปี ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้ชำระภาษีโรงเรือนแทนฝ่ายโจทก์มาโดยตลอด โดยโจทก์ออกเงินไปก่อนแล้วจึงมาเก็บจากจำเลยในภายหลังชอบที่จะถือว่าฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าที่จะต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาส่วนที่โจทก์ฟ้องแทนโจทก์ด้วย เห็นว่าเดิมที่เดียวคู่สัญญาคงคาดไม่ถึงว่ากรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนนี้จากนางถนอมจึงมิได้ระบุไว้ให้ชัดแจ้งเช่นภาษีโรงเรือนภาษีการค้า ทำให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่ามิได้ความรวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีส่วนนี้แทนโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิยกเอาเหตุนี้มาบอกเลิกสัญญาเช่าเพื่อฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2533 นายสุรสีห์ บุณยตุลย์ โจทก์ บริษัทโฮเต็ลลิเบอร์ตี้ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุรสีห์ บุณยตุลย์ · จำเลย - บริษัทโฮเต็ลลิเบอร์ตี้ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุม สุกแสงเปล่ง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · มนู วงศ์แสงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเพ็ง เพ็งนิติ · ศาลอุทธรณ์ - นายอุดม มั่งมีดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 930/2521ฎีกา 1019/2540ฎีกา 1347/2501ฎีกา 2094/2519ฎีกา 1472/2542ฎีกา 489/2493ฎีกา 1186/2508ฎีกา 1372/2540ฎีกา 2323/2544ฎีกา 2636/2560ฎีกา 5736/2540ฎีกา 673/2526ฎีกา 3874/2531ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 2231/2534ฎีกา 53/2539ฎีกา 8219/2544ฎีกา 219/2494ฎีกา 3278/2527ฎีกา 1501/2535ฎีกา 7257/2540ฎีกา 485/2495ฎีกา 764/2502ฎีกา 3499/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา