คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116-2117/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมเพื่อยักยอกทรัพย์สินของแผ่นดิน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่หนักที่สุดคือมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ย่อคำพิพากษา
จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมลายมือชื่อของบุคคลอื่นหลายคนลงในบัญชีหลักฐานการจ่ายค่าแรงงาน ซึ่งความจริงบุคคลเหล่านั้นไม่เคยทำงาน และไม่ได้รับเงิน แล้วจำเลยกับพวกได้เสนอบัญชีหลักฐานการจ่ายค่าแรงนี้ไปขอเบิกเงินจากทางราชการ และเบียดบังเอาเงินจำนวนนั้นไปเป็นของ ตนและผู้อื่นเสียโดยทุจริตอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,264,268 นั้น เห็นได้ว่าการที่จำเลยกับพวกปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ก็โดยเจตนาที่จะใช้เป็นหลักฐานในการเบียดบังยักยอกเงินอันเป็นค่าแรงนั่นเอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนัก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกต่างเป็นกรรมการสภาตำบลไดับังอาจร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม โดยปลอมลายมือชื่อของบุคคลหลายคนลงในบัญชีหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างแรงงาน ซึ่งความจริงบุคคลเหล่านั้นไม่เคยทำงานและไม่ได้รับเงิน นอกจากนี้จำเลยกับพวกยังได้บังอาจทำหลักฐานการจ่ายเงินอันเป็นเท็จแล้วเสนอต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 264, 268, 352
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ปลอมเอกสาร และเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องทั้งสองสำนวน สำหรับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์ฟ้องต่างสำนวน แต่ตามที่โจทก์นำสืบปรากฏว่าทั้งสองสำนวนเป็นความผิดกรรมเดียว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 264, 268, 83, 90 แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุกคนละ10 ปี และตามมาตรา 268 จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี
โจทก์อุทธรณ์ขอให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวน
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับบุคคลอื่นกระทำผิด2 โครงการโดยบุคคลเวลาและสถานที่ต่างกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน มิใช่กรรมเดียวดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ต้องเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวน พิพากษาแก้เป็นว่าให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1ทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 536/2520 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 157 ให้ลงโทษตามมาตรา 147 จำคุก 5 ปี ตามมาตรา 264, 268จำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุก 6 ปี สำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 537/2520 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ให้ลงโทษตามมาตรา 147 จำคุก 10 ปี ตามมาตรา 264, 268 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี ฯลฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ร่วมกันทำปลอมเอกสารบัญชีหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างแรงงานราษฎร และได้เสนอบัญชีอันเป็นหลักฐานเท็จนี้ไปขอเบิกเงินจากทางราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องทั้งสองสำนวน และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ปลอมและใช้เอกสารปลอมก็โดยมีเจตนาที่จะใช้เป็นหลักฐานในการเบียดบังยักยอกทรัพย์นั้นเอง การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามโดยแยกเป็นความผิดคนละกรรมนั้น ยังไม่ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 264, 268 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147อันเป็นบทหนัก จำคุกคนละ 10 ปี และจำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 264, 268 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนัก จำคุกคนละ 5 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนติดต่อกันไป
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116 - 2117/2522
พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์
นายประสิทธิ์ จอมสืบ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ · จำเลย - นายประสิทธิ์ จอมสืบ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ขจร หะวานนท์ · พิสัณห์ ลีตเวทย์ · จรัญ สำเร็จประสงค์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา