⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7281/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7281/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่กรอกข้อความอันเป็นเท็จในสูติบัตรและรับรองการแจ้งเกิดโดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มชื่อบุคคลลงในทะเบียนบ้าน ถือเป็นการกระทำกรรมเดียว และการจัดทำเอกสารทะเบียนบ้านโดยฝ่าฝืนระเบียบที่กำหนด ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองประจำที่ทำการปกครอง มีหน้าที่เกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎร ได้กรอกข้อความในสูติบัตรและรับรองการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จแล้วเพิ่มชื่อบุคคลลงในทะเบียนบ้านเป็นการกระทำด้วยเจตนาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันเป็นการกระทำกรรมเดียว การที่จำเลยจัดทำเอกสารเกี่ยวกับทะเบียนบ้านโดยฝ่าฝืนระเบียบที่กรมการปกครองกำหนดข้อบังคับไว้ ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ราชการกรมการปกครองอยู่ในตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.162

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,157, 162, 149 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149, 157 และ 162(4) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162(4) เป็นกรรมเดียวกับมาตรา 157 ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวมสองกระทง ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี และจำเลยยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อีกกระทงหนึ่งให้จำคุก 5 ปีรวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 9 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162(4) ลงโทษจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยประจำที่ทำการปกครองอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มีหน้าที่เกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎรรวมทั้งการทำและกรอกข้อความในสูติบัตรและทะเบียนราษฎรของที่ทำการปกครองดังกล่าว ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยได้กรอกสูติบัตรของเด็กชายประไพบุญเรืองฤทธิ์ ตามเอกสารหมาย จ.7 และกรอกรายชื่อ นามสกุลวันเดือนปีเกิดและเพิ่มเติมชื่อของเด็กชายประไพในทะเบียนบ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 โดยนางพรรณี จันทร์พลงามผู้ปกครองของเด็กชายประไพมิได้แจ้งการเกิดของเด็กชายประไพและไม่เคยยื่นคำร้องขอให้เพิ่มชื่อของเด็กชายประไพลงในทะเบียนบ้านจำเลยจัดทำเอกสารดังกล่าวเป็นความเท็จขึ้นเองทั้งสิ้น โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายข้อแรกว่า ทะเบียนบ้านเป็นหลักฐานแห่งการแสดงถึงภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ของผู้มีชื่อ ส่วนสูติบัตรแสดงถึงการเกิดและสถานะภาพของบุคคล ย่อมเป็นคนละตอน และคนละเจตนาการที่จำเลยทำสูติบัตรเท็จไปประกอบทะเบียนบ้านเพิ่มเติมชื่อเด็กชายประไพนั้น เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงมุ่งพิสูจน์ความจริงว่าเด็กชายประไพมีภูมิลำเนาและถิ่นที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกรอกข้อความในสูติบัตรเอกสารหมาย จ.7และรับรองการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จก็ด้วยเจตนาเพื่อนำมาอ้างในการเพิ่มเติมชื่อเด็กชายประไพลงในทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1และ จ.6 จึงเป็นการกระทำด้วยเจตนาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง รู้ถึงระเบียบการแจ้งเกิดหลังกำหนดและเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านเป็นอย่างดี แต่จำเลยละเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และระเบียบที่กำหนดให้ปฏิบัติจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการปกครองและประเทศชาติในการที่จะตรวจสอบสัญชาติ ถิ่นกำเนิดว่าบุคคลดังกล่าวมีสถานะภาพอย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดนั้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่จัดทำเอกสารหมาย จ.7 และเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6นี้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบแจ้งการเกิดหลังกำหนดและเพิ่มเติมชื่อในทะเบียนบ้านที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กำหนดข้อบังคับไว้ว่าต้องมีการยื่นคำร้องสอบสวนพยานบุคคลเพื่อให้การดำเนินดังกล่าวเป็นไปโดยถูกต้องได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ราชการกรมการปกครองอยู่ในตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 162(4) การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7281/2537 พนักงานอัยการ จังหวัด ร้อยเอ็ด โจทก์ นาง เปล่ง ศ รี ตั้ง หลัก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ร้อยเอ็ด · จำเลย - นาง เปล่ง ศ รี ตั้ง หลัก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิ นิชโรจน์ · ปรีชา นาคพันธุ์ · ระพินทร บรรจงศิลป
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 313/2526ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 605/2511ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 1680/2532ฎีกา 1666/2521ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2747/2529ฎีกา 4209/2567ฎีกา 7194/2539ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา