⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 243/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชดใช้เงินแก่ผู้ให้กู้ในกรณีที่ผู้กู้ผิดสัญญา ไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

ย่อคำพิพากษา

ธนาคารโจทก์ได้ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อองค์การสะพานปลา ยินยอมใช้เงินให้แก่องค์การสะพานปลาในกรณีที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา ในการนี้จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาไว้แก่ธนาคารโจทก์มีข้อความว่าตามที่ธนาคารโจทก์ได้ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1ไว้กับองค์การสะพานปลานั้น ถ้าองค์การสะพานปลาเรียกร้องให้ธนาคารโจทก์ชำระเงินจำนวนที่ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบให้ธนาคารโจทก์ไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 ได้ในจำนวนเงินที่ชำระไปนั้น เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 หากแต่เป็นสัญญาชนิดหนึ่งเท่านั้น จึงไม่เป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลรัษฎากร ม.104

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญากับองค์การสะพานปลาทำการค้าปลีกน้ำแข็งเพื่อใช้ดองปลาในบริเวณสะพานปลาสมุทรสาครมีกำหนด 3 ปี โดยจำเลยชำระค่าธรรมเนียมเหมาจ่ายให้แก่องค์การสะพานปลาเดือนละ 65,050 บาท โจทก์ได้เข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อองค์การสะพานปลามีสารสำคัญว่า หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาโจทก์ยินยอมชดใช้เงินให้แก่องค์การสะพานปลาในวงเงิน130,100 บาท เพื่อเป็นประกันการที่โจทก์เข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญายอมรับผิดชอบให้โจทก์ไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 ในจำนวนเงินที่ได้ชำระให้แก่องค์การสะพานปลาแทนจำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายตามหนังสือสัญญารับประกันการชำระหนี้ท้ายฟ้อง จำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมเหมาจ่ายเป็นรายเดือนให้แก่องค์การสะพานปลาเป็นเงิน 130,100 บาท โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปแล้วโจทก์ในฐานะผู้สวมสิทธิได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงินให้โจทก์ จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้หลายประการ ประการหนึ่งก็คือหนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ยังไม่มีผลเพราะเป็นเพียงข้อเสนอของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าให้องค์การสะพานปลา โจทก์ผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินแทนจึงมีสิทธิเรียกจากจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะเอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์อ้างแม้จะฟังว่าเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.4 ไม่ใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันแต่เป็นสัญญายอมรับผิดใช้เงินที่โจทก์ได้ชำระให้แก่องค์การสะพานปลาตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไปแล้ว ส่วนดอกเบี้ยโจทก์มีสิทธิเรียกได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเอาเงินที่โจทก์ชำระไปตามสัญญาค้ำประกันซึ่งไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ธนาคารโจทก์ได้ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการดำเนินงานตามสัญญาทำการค้าปลีกน้ำแข็งกับองค์การสะพานปลา หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์ยินยอมใช้เงินให้แก่องค์การสะพานปลาภายในวงเงิน 130,100 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3ในการนี้จำเลยที่ 2 ทำสัญญายอมรับผิดให้โจทก์ไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2ได้ในจำนวนเงินที่ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายตามเอกสารหมายจ.4 จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่องค์การสะพานปลาไปแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.4 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้านางรัชนีณ ระนอง ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้ให้สัญญา" ทำหนังสือนี้ไว้ให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ว่าตามที่ธนาคารนี้ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันนายเชวงศักดิ์ สุทธิบุตร ไว้กับองค์การสะพานปลาซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า "ผู้รับสัญญาค้ำประกัน" ถ้าผู้รับสัญญาค้ำประกันเรียกร้องให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ชำระเงินจำนวนที่ค้ำประกันไว้โดยเหตุใด ๆก็ดี ผู้ให้สัญญายอมรับผิดให้ธนาคารนี้ไล่เบี้ยจากผู้ให้สัญญาได้ในจำนวนเงินที่ชำระไปนั้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยและค่าเสียหาย" ตามข้อความดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้เป็นปลูกหนี้โจทก์ โจทก์เป็นเพียงผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อองค์การสะพานปลาโดยมีจำเลยที่ 2 รับรองยินยอมให้โจทก์ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดแก่โจทก์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้โจทก์ไล่เบี้ยได้ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาค้ำประกันตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 หากแต่เป็นสัญญาชนิดหนึ่งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งไม่เป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามบทบัญญัติมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ต้องเสียหายโดยชำระหนี้ให้แก่องค์การสะพานปลาไปตามหนังสือค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินนั้นได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2522 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โจทก์ นายเชวงศักดิ์ สุทธิบุตร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด · จำเลย - นายเชวงศักดิ์ สุทธิบุตร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประเสริฐ วราภรณ์ · ยงยุทธ เลอลภ · สมชัย ทรัพยวณิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1411/2513ฎีกา 4244/2539ฎีกา 2115/2524ฎีกา 552/2548ฎีกา 2467/2526ฎีกา 1800/2511ฎีกา 795/2545ฎีกา 3219/2534ฎีกา 7913/2551ฎีกา 2026/2494ฎีกา 978/2510ฎีกา 1111/2512ฎีกา 2195/2533ฎีกา 6683/2545ฎีกา 1568/2497ฎีกา 1630/2509ฎีกา 1808/2512ฎีกา 4610/2534ฎีกา 311/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 923/2523ฎีกา 156/2513ฎีกา 2744/2517ฎีกา 6555/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา