⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1234/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ศาลอาจงดการไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องได้ หากเห็นว่าคำฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย * ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ที่เกิดขึ้นระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึก อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหาร * ประกาศหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่ยึดอำนาจได้สำเร็จ ถือเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับได้ จนกว่าจะมีกฎหมายยกเลิก

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลได้รับคำฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องนั้น ไม่จำเป็นจะต้องสืบพยานหรือต้องวินิจฉัยว่าฟ้องมีมูลหรือไม่เสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ชอบที่จะงดการไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโฆษณาหรือประกาศให้บุคคลอื่นประทุษร้ายต่อชีวิตโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85และมีคำขอท้ายฟ้องโดยอ้างมาตรา 288 มาด้วย ต้องถือว่า โจทก์มีความประสงค์ให้ลงโทษตามมาตรา 288 เพราะตามมาตรา 85 นั้น เมื่อจะใช้ก็ต้องโยงไปประกอบมาตรา 288 ด้วย ดังนั้น เมื่อเหตุในคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก และความผิดตามมาตรา 288 อยู่ในอำนาจของศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษา คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา เมื่อคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินย่อมมีอำนาจออกประกาศ หรือคำสั่งอันถือว่าเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชนได้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวประกาศหรือคำสั่งนั้นก็ยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.162 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.167 ประมวลกฎหมายอาญา ม.85 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามสมคบกันพิมพ์และจำหน่ายหนังสือซึ่งจำเลยที่ 1 แต่งขึ้น ชื่อ " ในหลวงอานันทมหิดลกับคดีลอบปลงพระชนม์ " พิมพ์ครั้งแรกและครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. 2517 และครั้งที่สามเมื่อ พ.ศ. 2520 ข้อความในหนังสือดังกล่าวหลายตอนมีข้อความเป็นการใส่ความโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ใช้ปืนยิงหรือสมคบกับผู้อื่นปลงพระชนม์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการโฆษณาและประกาศแก่คนทั่วไปให้ฆ่าโจทก์ และทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 85, 288, 326, 328 ศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องโดยสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก มีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษาว่า คดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ประการแรกโจทก์ฎีกาว่า เมื่อศาลอาญามีคำสั่งว่านัดไต่สวนมูลฟ้องก็แสดงว่าศาลอาญาได้สั่งรับคำฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ควรจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลได้รับคำฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องนั้นไม่จำเป็นจะต้องสืบพยานหรือวินิจฉัยว่า ฟ้องมีมูลหรือไม่เสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าไม่ควรรับฟ้องของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้อง เพราะเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ชอบที่จะงดการไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องได้ ประการที่สองโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหรือฐานความผิดโดยระบุว่า จำเลยโฆษณาแก่บุคคลทั่วไปให้ทำลายชีวิตโจทก์และหมิ่นประมาทความผิดสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 คือการประทุษร้ายต่อชีวิตโจทก์ยังไม่เกิดขึ้น และไม่ใช่เจตนาของโจทก์ที่จะฟ้องตามมาตรา 288ที่ใส่มาตรานี้ลงไปในคำขอท้ายฟ้องก็เพื่อให้ศาลเห็นว่าความผิดตามมาตรา 85 นั้น ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลอาญาศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโฆษณาหรือประกาศให้บุคคลอื่นประทุษร้ายโจทก์ และมีคำขอท้ายฟ้องอ้างมาตรา 288 มาด้วย ย่อมต้องถือว่าโจทก์มีความประสงค์ให้ลงโทษตามมาตรานี้ ส่วนมาตรา 85 นั้น เมื่อจะนำมาใช้ก็ต้องโยงไปประกอบมาตรา 85 อยู่ดี และเมื่อเหตุคดีนี้เกิดต่อเนื่องกันมาระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 และคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ข้อหาที่โจทก์ฟ้องมีลักษณะเป็นความผิดต่อชีวิตตามมาตรา 288 ดังที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศของคณะปฏิวัติและท้ายคำสั่งของคณะปฏิรูปให้อยู่ในอำนาจของศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษา คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา ประการสุดท้ายโจทก์ฎีกาว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปต้องเลิกใช้ทันที เพราะเป็นการเหยียบย่ำอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินย่อมมีอำนาจที่จะออกประกาศหรือคำสั่งอันถือว่าเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชนทั่วไปได้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่มีบทกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินดังกล่าวแล้ว ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2523 นายวัชรชัย ชัยสิทธิเวช โจทก์ นายชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวัชรชัย ชัยสิทธิเวช · จำเลย - นายชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิถี ปานะบุตร · อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ไพบูลย์ เพียรรู้จบ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1203/2482ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 138/2532ฎีกา 268/2482ฎีกา 593/2510ฎีกา 1336/2553ฎีกา 619/2513ฎีกา 226/2529ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 313/2526ฎีกา 1162/2508ฎีกา 280/2505ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 9308/2546ฎีกา 2470/2515ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 1165/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา