⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1336/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2553

ทำร้ายร่างกายสาหัส

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งต่อยหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย หรือไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้าไปรุมทำร้ายจำเลยกับพวก จำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เพื่อขู่ไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้ามาทำร้าย ลักษณะจึงเป็นการเตือนก่อน จากนั้นได้ยิงลงพื้นดินระหว่างจำเลยกับกลุ่มผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเพื่อให้ถอยไป เมื่อไม่ได้ผลจึงยิงจนกระสุนปืนหมดลูกโม่ แต่ละนัดที่ยิงจำเลยพยายามยิงลงพื้นและในระดับต่ำเพื่อไม่ให้ถูกอวัยวะส่วนสำคัญของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับพวก ลักษณะบาดแผลที่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับจะอยู่ในระดับต่ำกว่าสะเอวลงมาคงมีเพียงผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดแผลที่แผ่นหลังเมื่อนอนหมอบลงแล้ว แสดงว่าจำเลยมิได้มุ่งหมายที่จะให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 โดยมิได้บรรยายว่าผู้เสียหายทั้งสี่ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าจะพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) มิได้ คงลงโทษได้เพียงตามมาตรา 295 จำเลยกับพวกได้กลับมาที่เกิดเหตุก็เพื่อเอารถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยที่จอดทิ้งไว้ มิได้กลับมาหาเรื่องและชวนทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวก การที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้าไปรุมทำร้ายจำเลยกับพวก จำเลยกับพวกไม่มีหน้าที่ที่จะต้องหลบหนีแต่มีอำนาจที่จะป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการรุมทำร้ายของผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้ ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้ลงมือทำร้ายชกต่อยจำเลยตกจากรถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่จำเลยได้รับจึงถึงตัวจำเลยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่น แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงไปทางผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจนหมดลูกโม่จำนวน 6 นัด การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการป้องกันสิทธิของตนและผู้อื่นเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 การที่จำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 แล้ว เมื่อจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีสาเหตุสมควร ทั้งไม่เป็นกรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง อีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.69 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.297 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 295 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแต่ให้การปฏิเสธในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 68, 60 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันสมควรแก่เหตุ จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง (ที่ถูก ต้องระบุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ด้วย) คงจำคุก 3 ปี ริบของกลางทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 69 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ 2 ปี แล้วรวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำคุก 1 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงนายเกรียงไกร ผู้เสียหายที่ 1 นายชัยพร ผู้เสียหายที่ 2 นายประยูร ผู้เสียหายที่ 3 นางประทุมทิพย์ ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปัญหาประการแรกจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสี่เบิกความสอดคล้องทำนองเดียวกันว่าในวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ชวนกันไปดื่มน้ำชาในร้านเกิดเหตุพบจำเลย นายภัทรวิทย์หรือถั่ว นายสมยศหรือแก่น และนายวัชรินทร์ นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับพวกนั่งดื่มน้ำชาได้ประมาณ 15 นาที นายภัทรวิทย์ได้เดินเข้าไปชกหน้าผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ได้เตะตอบไปนายภัทรวิทย์ดึงอาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายที่ 1 เฉียดชายโครง ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนี เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดวิ่งไล่ตาม ผู้เสียหายที่ 1 เดินกลับมาร่วมกลุ่มกับพวกที่ร้านน้ำชาเกิดเหตุ ต่อมาอีกประมาณ 10 นาที นายสมยศได้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายวัชรินทร์และจำเลยตามลำดับนั่งซ้อนท้ายกลับมาที่ร้านเกิดเหตุเพื่อมาเอารถจักรยานยนต์ของนายสมยศซึ่งจอดทิ้งไว้ เมื่อมาถึงผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปถามหานายภัทรวิทย์ว่าไปไหน เมื่อจำเลยกับพวกตอบปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้รุมต่อยจำเลยกับพวก จำเลยชักอาวุธปืนของกลางยิงมาทางผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับพวกรวม 5 นัด ถูกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ได้รับบาดเจ็บด้วย เห็นว่า ที่ผู้เสียหายที่ 1 มีเรื่องกับนายภัทรวิทย์ จำเลยกับพวกที่ไปด้วยกันไม่ได้เข้าไปร่วมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 กับพวกด้วย ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้จากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ว่า ก่อนเกิดเหตุไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน จึงเชื่อได้ว่าจำเลยไม่ได้คิดวางแผนและมีเหตุจูงใจที่จะทำร้ายหรือมุ่งหมายเอาชีวิตผู้เสียหายที่ 1 กับพวกมาก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้าไปรุมทำร้ายจำเลยกับพวก จำเลยรับว่าได้ใช้อาวุธปืนของกลางยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เพื่อขู่ไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้ามาทำร้าย จากนั้นได้ยิงลงพื้นดินระหว่างจำเลยกับกลุ่มผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเพื่อให้ถอยไป เมื่อไม่ได้ผลจึงยิงจนกระสุนปืนหมดลูกโม่ มีกระสุนบางนัดเกิดจากการยิงแล้วสะบัดจะไปถูกผู้ใดบ้างไม่ทราบ พันตำรวจโทเรืองศักดิ์ สารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิชล ผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่าหลังเกิดเหตุได้รับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันที่ร้านน้ำชาเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนี จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจตั้งด่านสกัดทุกเส้นทาง ต่อมาได้รับแจ้งว่าจับจำเลยกับพวกอีกสองคนได้ จึงร่วมตรวจค้นจำเลยกับพวกพบปลอกกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 ปลอก สอบปากคำจำเลยเบื้องต้น จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจริง และได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า อาวุธปืนของกลางบรรจุกระสุนคราวละ 6 นัด นอกจากนี้ผู้เสียหายที่ 4 เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ เห็นกลุ่มผู้เสียหายที่ 1 ชกต่อยจำเลยตกจากรถจักรยานยนต์ จากนั้นได้ยินเสียงปืน 3 ถึง 4 นัดเห็นแต่แสงไฟแลบออกมา แต่ไม่เห็นตัวคนยิง ระดับแสงไฟจากปากกระบอกปืนอยู่สูงบ้างต่ำบ้าง ต่อมาได้ยินเสียงปืนอีก 2 นัด ห่างจากช่วงแรกเล็กน้อย ผู้เสียหายที่ 4 ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า แสงจากปากกระบอกปืนนัดแรกที่เห็นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่วนนัดอื่นๆ พุ่งมาทางผู้เสียหายที่ 4 และกลุ่มวัยรุ่นที่ทะเลาะกัน สำหรับบาดแผลที่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับได้ความจากคำเบิกความของนายโกมล แพทย์ผู้ตรวจว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดขนาด 2 X 1 เซนติเมตร บริเวณขาขวา มีเขม่าดำรอบๆ ขอบแผล ซึ่งบาดแผลน่าจะเกิดจากอาวุธปืน คาดว่าจะใช้เวลาในการรักษา 2 สัปดาห์ ถ้าไม่มีโรคแทรก ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลจำนวน 6 แห่ง บาดแผลที่ขาขวาด้านซ้ายมีรอยเขม่าสีดำขนาด 2 เซนติเมตร น่าจะเป็นบาดแผลที่เกิดจากอาวุธปืน คาดว่าจะหายเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผล 2 แห่ง บริเวณแผ่นหลังคาดว่าจะหายภายใน 10 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรก ผู้เสียหายที่ 4 มีบาดแผล 2 แห่ง บริเวณโคนขาซ้ายด้านหลังพบเขม่าสีดำบริเวณบาดแผล น่าจะเกิดจากอาวุธปืน คาดว่าใช้เวลาในการรักษา 2 สัปดาห์ ถ้าไม่มีโรคแทรก ซึ่งคำเบิกความของพันตำรวจโทเรืองศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 4 และนายโกมล สอดรับกับคำเบิกความของจำเลยว่า จำเลยยิงปืนนัดแรกขึ้นฟ้าและยิงต่อมาอีกจนกระสุนหมดลูกโม่รวม 6 นัด แต่ละนัดที่ยิงจำเลยพยายามยิงลงพื้นและในระดับต่ำเพื่อไม่ให้ถูกอวัยวะส่วนสำคัญของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับพวก ลักษณะบาดแผลที่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับจะอยู่ในระดับต่ำกว่าสะเอวลงมา คงมีเพียงผู้เสียหายที่ 3 ที่ได้รับบาดแผลที่แผ่นหลัง แต่จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 ได้ความว่า เมื่อได้ยินเสียงปืนจึงหมอบลงกับพื้นเห็นแต่แสงไฟจากปากกระบอกปืน ไม่เห็นตัวผู้ยิง ขณะหมอบรู้สึกตัวว่าถูกกระสุนปืนที่หลังด้านขวามือแสดงว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดแผลเมื่อนอนหมอบลงแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงรับกับลักษณะการยิงของจำเลยเช่นเดียวกันแม้อาวุธปืนจะเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงสามารถก่อให้เกิดภยันตรายที่อาจทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ แต่การกระทำเนื่องจากการใช้จะต้องคำนึงถึงเจตนาของผู้ใช้ด้วย การที่จำเลยยิงปืนนัดแรกขึ้นฟ้าเพื่อขู่มิให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้ามาทำร้ายลักษณะจึงเป็นการเตือนก่อน ต่อมาการที่จำเลยยิงอีกหลายนัดจนหมดลูกโม่ก็เป็นการยิงลงพื้นดินและระดับต่ำเพื่อมิให้ถูกอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มุ่งหมายที่จะให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต การที่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 จำเลยก็รับว่าเกิดจากการไม่สามารถบังคับการยิงได้ ทำให้ปืนสะบัดไปสะบัดมา แต่ลักษณะบาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ได้รับก็เกิดจากการยิงในระดับต่ำเช่นกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 โดยมิได้บรรยายว่าผู้เสียหายทั้งสี่ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ดังนี้เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) มิได้ คงลงโทษได้เพียงตามมาตรา 295 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกได้กลับมาที่เกิดเหตุก็เพื่อเอารถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยที่จอดทิ้งไว้ มิได้กลับมาหาเรื่องและชวนทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวก การที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้าไปรุมทำร้ายจำเลยกับพวก จำเลยกับพวกไม่มีหน้าที่ที่จะต้องหลบหนีแต่มีอำนาจที่จะป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการรุมทำร้ายของผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้ทั้งข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกได้ลงมือทำร้ายจำเลยกับพวกแล้วและยังมีผู้เสียหายที่ 4 เบิกความยืนยันว่าเห็นกลุ่มของผู้เสียหายที่ 1 ชกต่อยจำเลยตกจากรถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่จำเลยได้รับจึงถึงตัวจำเลยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่น แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงไปทางผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจนหมดลูกโม่จำนวน 6 นัดการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการป้องกันสิทธิของตนและผู้อื่นเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองกับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 แล้ว เมื่อจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ทั้งไม่เป็นกรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง อีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกันการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุเพียง 19 ปี ยังอยู่ในวัยคะนอง อาจจะขาดสติและความยั้งคิด หลังเกิดเหตุแล้วได้ความจากเอกสารประกอบคำเบิกความและเอกสารท้ายฎีกาของจำเลยว่า จำเลยสำนึกในการกระทำความผิด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช นอกจากนี้หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่คน กรณีจึงมีเหตุอันควรปราณีและเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและสังคมต่อไป มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แม้ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองกับฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควร ก็มีอำนาจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้วางโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานทำร้ายร่างกายโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ปรับ 3,000 บาท ฐานมีอาวุธปืน ปรับ 6,000 บาท และฐานพาอาวุธ ปรับ 4,000 บาท รวมปรับ 13,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 6,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในเวลาที่คุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2553 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นายกมลรัตน์หรือไก่ สังวาลย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช · จำเลย - นายกมลรัตน์หรือไก่ สังวาลย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สุเสารัจ · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 789/2480ฎีกา 226/2529ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1148/2534ฎีกา 620/2490ฎีกา 551/2514ฎีกา 1368/2509ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ