⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 563/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้โอนทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ฟ้องร้องแล้ว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ส่วนผู้รับโอนจะมีความผิดก็ต่อเมื่อรู้ว่าลูกหนี้มีหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิทางศาลแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ลูกหนี้โอนที่ดินของตนให้แก่ผู้อื่นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งเจ้าหนี้ได้ฟ้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ส่วนผู้อื่นที่รับโอนทรัพย์นั้นจะมีความผิดตาม มาตรา 350 ก็ต่อเมื่อรู้ว่าลูกหนี้มีหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิทางศาลแล้ว ถ้าไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่มีความผิด ตามมาตรา 350

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1,2 สามีภริยาซึ่งเป็นลูกหนี้ผู้โอนที่ดินแก่จำเลยที่ 3 คนละ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุกจำเลยที่ 3 3 เดือนตามมาตรา 350 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350นั้น ปรากฏว่าศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของตนให้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350แล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนทรัพย์จากลูกหนี้และเป็นคนนอกคดีในคำพิพากษาคดีแพ่ง จำเลยที่ 3 จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รู้อยู่ว่ามีหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ผูกพันจะต้องชำระให้โจทก์อยู่ และต้องรู้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิทางศาลแล้วด้วย ถ้าหากจำเลยที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงของลูกหนี้ดังกล่าวก็ย่อมไม่มีความผิด ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อนำสืบของโจทก์แล้วปรากฏว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 3ได้รู้อยู่ว่ามีหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ผูกพันจะต้องชำระให้โจทก์ และได้รู้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิทางศาลแล้วแต่อย่างใดเลยฝ่ายจำเลยที่ 3 นำสืบยืนยันว่าจำเลยที่ 3 ไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่ง ข้อที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 แกล้งให้ตนเป็นลูกหนี้การกู้ยืมของจำเลยที่ 3 อันไม่เป็นความจริงการสมคบกันนั้นโจทก์ก็เบิกความแต่เพียงว่าไม่เชื่อว่าจะมีการกู้เงินกันจริงเท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 แกล้งให้ตนเองเป็นลูกหนี้การกู้ยืมของจำเลยที่ 3 อันไม่เป็นความจริงด้วยการสมคบกันแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นว่าตามข้อนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 โดยรับโอนที่ดินโฉนดที่ 5262 ไว้เพื่อมิให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2523 นายเส็ง โต๊ะเฮง โจทก์ นางงามจิตต์ กนกวิบูลย์ศรี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเส็ง โต๊ะเฮง · จำเลย - นางงามจิตต์ กนกวิบูลย์ศรี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 13335/2555ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 15335-15336/2555ฎีกา 8534/2544ฎีกา 1958/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา