คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การกักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีต้องมีคำสั่งศาลที่ชัดแจ้ง
* การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องระบุปัญหาสำคัญที่ควรสู่ศาลฎีกาวินิจฉัย
* ค่าปรับตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ให้ปรับเป็นสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากร
ย่อคำพิพากษา
การกักขังแทนค่าปรับในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทขึ้นไป ศาลมีอำนาจให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้แต่ศาลจะต้องสั่งไว้ให้ชัดแจ้งหากศาลไม่ได้สั่งไว้โดยชัดแจ้งก็จะกักขังเกินกำหนดหนึ่งปีไม่ได้
ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาสั่งในคำร้องขอให้รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า"พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้รับเป็นฎีกา สำเนาอีกฝ่ายแก้" คำสั่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าได้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะในคำสั่งมิได้แสดงว่ามีข้อความใดที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกาวินิจฉัยและอนุญาตให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 กำหนดให้ปรับเป็นสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วการปรับจึงต้องปรับเป็นสี่เท่าของราคาของและค่าอากรรวมกันหาใช่ปรับสี่เท่าเฉพาะราคาของอย่างเดียวแล้วบวกกับค่าอากรไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันฉ้อภาษีของรัฐบาลโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่จำเลยร่วมกันสั่งซื้อและนำเข้ามาในราชอาณาจักร ด้วยการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการค้าต่อกรมศุลกากรพร้อมกับใบอินวอยซ์สำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาอันแท้จริงที่ซื้อมา ขอให้ลงโทษ
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๒,๓๘๕,๕๘๖.๔๐ บาทถ้าไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙,๓๐ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ถ้าจะต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังมีกำหนด ๒ ปี
จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยยื่นคำร้องขอให้รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องว่า "พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้รับเป็นฎีกาสำเนาอีกฝ่ายแก้"
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาผู้นั้นได้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะในคำสั่งมิได้แสดงว่ามีข้อความใดที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกาวินิจฉัยและอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง
ส่วนฎีกาที่ว่าศาลชั้นต้นคำนวณค่าปรับไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗บัญญัติให้ปรับเป็นสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วดังนี้ จึงต้องปรับเป็นสี่เท่าของราคาของและค่าอากรรวมกันหาใช่ปรับสี่เท่าเฉพาะราคาของอย่างเดียว แล้วบวกค่าอากรดังที่จำเลยที่ ๒ฎีกาไม่
ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยที่ ๒ และระบุว่า"ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙, ๓๐" ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนแต่ระบุว่า "ถ้าจะต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังมีกำหนด ๒ ปี" เห็นว่า การกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐ วรรคแรก ตามปกติให้ถืออัตรายี่สิบบาทต่อหนึ่งวัน และห้ามกักขังเกินกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทขึ้นไปหากศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ แต่ทั้งนี้ศาลจะต้องสั่งไว้ให้ชัดแจ้ง หากศาลไม่ได้สั่งไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง ก็จะกักขังเกินกำหนดหนึ่งปีไม่ได้ถึงแม้ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทขึ้นไปก็ตาม คดีนี้ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยที่ ๒ ไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียงหนึ่งปี การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าหากจะกักขังแทนค่าปรับให้กักขังมีกำหนดสองปีจึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒
พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2524
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายพิชัย จิระรัตนวิไล กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายพิชัย จิระรัตนวิไล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อาจ ปัญญาดิลก · จังหวัด แสงแข · ไพศาล สว่างเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายไมตรี กลั่นนุรักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสรี แสงศิลป์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา