⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2936/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2936/2564

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จนได้รับอันตราย เป็นการครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 296 แล้ว หาจำต้องบรรยายฟ้องว่า ผู้กระทำความผิดได้รู้หรือไม่ว่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำตามหน้าที่ เนื่องจากไม่ใช่องค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าวหากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคสาม เท่านั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.62 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.209 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.296 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม.4

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 209, 296 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 7 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันให้ นางคำเพิ่ม และนางสาวอารีลักษณ์ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 9 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันให้นางสาวสบา กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 7 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 7 กระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 9 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 7 และที่ 9 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ กับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 7 และที่ 9 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 9 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเอกสารเก็บเงินกู้และนามบัตรของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.24 แผ่นที่ 3 คำขอและข้อหาอื่นในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ถึงที่ 9 นอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ให้คืนรถยนต์ของกลาง 4 คัน และของกลางอื่น ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.24 แผ่นที่ 1, 2, 4 และ 5 แก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันทำร้ายร่างกายร้อยตำรวจเอกณัฐดนัย ผู้เสียหายที่ 1 และสิบตำรวจโทนิรุตต์ ผู้เสียหายที่ 2 ขณะผู้เสียหายทั้งสองกำลังซุ่มดู ติดตามและสืบสวนหาพยานหลักฐานการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ภายในร้านอาหาร บ. โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ ส่วนความผิดฐานอื่นตามฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 9 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 โดยไม่ได้บรรยายถ้อยคำว่าผู้กระทำความผิดได้รู้หรือไม่ว่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ ซึ่งเป็นเจตนาพิเศษอันเป็นองค์ประกอบความผิดลงในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 เป็นลักษณะฉกรรจ์ของมาตรา 295 องค์ประกอบความผิดคือ การกระทำจะต้องเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และต้องเข้าลักษณะฉกรรจ์ตามมาตรา 289 (2) เท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีบัญญัติเกี่ยวกับเจตนาพิเศษไว้แต่อย่างใด ส่วนถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างในฎีกานั้น ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าว หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคสาม เท่านั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ขณะผู้เสียหายทั้งสองกำลังซุ่มดู ติดตามและสืบสวนหาพยานหลักฐานการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้ากับพวกซึ่งร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นเพื่อจับกุม อันเป็นการกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ โดยร่วมกันชกต่อย เตะ และใช้ขวดเครื่องดื่มหลายขวดเป็นอาวุธตีขว้างปาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับของกลางรวมกันมา โดยไม่แยกของกลางไปแต่ละกระทงตามฟ้องข้อ 1 ก. ถึง ข้อ 1 จ. นั้น ถือว่าโจทก์ไม่บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 2. ระบุเกี่ยวกับของกลางในคดีนี้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดและเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. ถึง 1 ง. เท่านั้น โดยศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดตามฟ้องข้อดังกล่าวแล้ว คงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ ตามฟ้องข้อ 1 จ. เพียงกระทงเดียวเท่านั้น การวินิจฉัยปัญหาในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมดังกล่าวจึงไม่ทำให้ผลของคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจมีผลถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งเก้าได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งเก้าเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนของกลางรายการใดจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามฟ้องข้อใดหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่ต้องนำสืบต่อไปในชั้นพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2936/2564 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีป ตันสวัสดิ์ · เทพ อิงคสิทธิ์ · พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายสุวัฒน์ ปิ่นแก้ว · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิรัตน์ สีดาคุณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.905/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1683/2523ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 6435/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 789/2480ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา