⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3822/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การให้อภัยโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในความผิดฐานชู้หรือนอกใจ เป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้สิ้นไป 2. การที่สามีภริยาต่างสมัครใจแยกกันอยู่ ไม่ถือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่ง 3. สามีมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามความสามารถและฐานะของตน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้มีดจะแทงโจทก์ตั้งแต่ก่อนโจทก์จำเลยจะมีบุตรด้วยกัน ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตรด้วยกัน จึงไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย แสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยแต่แรกแล้ว ถือได้ว่าสิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โจทก์จะกล่าวหาว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้ ความสามารถและฐานะของโจทก์ดีกว่าจำเลย โจทก์ผู้เป็นสามีจึงต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ประกอบด้วยมาตรา 1598/38

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1461 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1516 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1518

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันมีบุตร ๑ คน เมื่อต้นปี ๒๕๑๙ จำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาโดยทะเลาะวิวาทกับโจทก์ ใช้มีดแทงทำร้ายโจทก์ได้รับบาดเจ็บ โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยามีบุตรด้วยกัน จึงมิได้ร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์ ต่อมาจำเลยพาบุตรไปอาศัยอยู่ที่อื่นเป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า ถ้าจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรมาอยู่ในความปกครองของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายโจทก์ พี่สาวโจทก์ทุบตีด่าว่าและไล่จำเลย โจทก์จึงพาจำเลยและบุตรไปอยู่กับมารดาจำเลยแล้วโจทก์ไม่ยอมส่งเสียค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตร จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะตายและบุตรบรรลุนิติภาวะ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมีรายได้พอที่จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรเมื่อจำเลยออกจากบ้านโจทก์ จำเลยได้นำทรัพย์สินของโจทก์ไปด้วยมีจำนวนมากพอที่จำเลยจะใช้จ่ายเลี้ยงดูตนเองได้ตลอดชีวิต ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้จำเลยให้เงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจำเลยจะตายหรือสมรสใหม่ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้มีดจะแทงโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนโจทก์จำเลยจะมีบุตรด้วยกัน ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่าโจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตรด้วยกัน จึงไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย จึงแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยมาแต่แรกแล้ว ถือได้ว่าสิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้หมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๘ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่า ๑ ปีนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์จำเลยต่างนำสืบรับกันฟังได้ว่า จำเลยและบุตรไปอยู่กับมารดาจำเลยโดยโจทก์เป็นผู้พาไปส่งขนเสื้อผ้าไปให้และนำรถยนต์ไปให้จำเลยใช้สอย ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยกลับแต่จำเลยไม่ยอมกลับ ในที่สุดบิดาโจทก์จะให้เงินไปซื้อตึกแถวเพื่อแยกมาตั้งครอบครัวและประกอบอาชีพต่างหาก ดังนั้นการที่จำเลยพาบุตรไปอยู่กับมารดาจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หลังจากที่โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ว่าจะซื้อตึกแถว ณ ที่ใด โจทก์ได้มาขอรับรถยนต์คืนไปจากจำเลยแม้จำเลยจะเบิกความรับว่าจำเลยไม่ได้ติดต่อกับโจทก์มา ๒ ปีเศษแล้ว และเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์เคยให้มาแต่แรกที่มาอยู่กับมารดาจำเลย โจทก์ก็ไม่นำมาจ่ายให้อีก พฤติการณ์ที่โจทก์จำเลยแยกกันอยู่และโจทก์ไม่ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูจำเลยถือได้ว่า โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่โจทก์จะกล่าวหาว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์หาได้ไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่จำต้องจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเพราะจำเลยไม่ได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอยู่ต่างหากนั้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เดิมจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์อยู่ในบ้านของโจทก์ โจทก์มีอาชีพประกอบการค้าร่วมกับบิดา จำเลยไม่มีอาชีพอะไร โจทก์เคยจ่ายเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยมาตลอด ครั้นเมื่อโจทก์ยินยอมให้จำเลยพาบุตรมาอยู่กับมารดาจำเลย โจทก์ก็ยังจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยอยู่ ครั้นต่อมาเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โจทก์มีความสามารถและฐานะดีกว่าจำเลยดังจะเห็นได้ว่าโจทก์และบิดาโจทก์เคยรับปากจะซื้อตึกแถวเพื่อประกอบอาชีพการค้าร่วมกับจำเลย เมื่อคำนึงถึงความสามารถและฐานะดังกล่าวของโจทก์ ย่อมเป็นที่เห็นประจักษ์แจ้งว่าโจทก์ดีกว่าจำเลย โจทก์ผู้เป็นสามีจึงต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๑ ประกอบด้วยมาตรา ๑๕๙๘/๓๘ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ ๑,๕๐๐ บาทจึงเป็นการเหมาะสมแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2524 นายสุทธิพงษ์ โอสถสัมพันธ์สุข โจทก์ นางสุขศรี แซ่ตั้ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุทธิพงษ์ โอสถสัมพันธ์สุข · จำเลย - นางสุขศรี แซ่ตั้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสาท บุณยรังษี · ไพบูลย์ ไวกาสี · สง่า อำพันแสง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายคำนึง อุไรรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4871/2538ฎีกา 4959/2552ฎีกา 2232/2535ฎีกา 1476/2518ฎีกา 1771/2540ฎีกา 134/2513ฎีกา 4480/2553ฎีกา 1303/2568ฎีกา 2506/2523ฎีกา 2217/2524ฎีกา 1648/2524ฎีกา 11702/2555ฎีกา 2561/2536ฎีกา 7229/2537ฎีกา 1335/2533ฎีกา 10157/2559ฎีกา 1762/2542ฎีกา 735/2535ฎีกา 6516/2552ฎีกา 4214/2566ฎีกา 3741/2526ฎีกา 3596/2546ฎีกา 2851/2551ฎีกา 3563/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา