⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1274/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1274/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเรื่องการหย่าและทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับทรัพย์สินตามสัญญาแล้ว และข้อสัญญาระบุชัดว่าไม่ขอเอาทรัพย์สินอื่นอีกต่อไป คู่สมรสฝ่ายนั้นจะฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ระบุไว้ในสัญญาอีกไม่ได้ สัญญาดังกล่าวหากไม่บอกล้างภายในหนึ่งปีนับแต่วันขาดจากการสมรสก็ยังคงบังคับได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลย ในที่สุดได้ทำสัญญาไว้ต่อกันเป็นข้อสารสำคัญว่า โจทก์จำเลยยอมคืนดีเป็นสามีภริยากันดังเดิม และข้อความในหนังสือสัญญานั้นได้กล่าวไว้ชัดว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อระงับการฟ้องหย่าระหว่างโจทก์จำเลย ไม่ต้องเป็นความกันต่อไป โจทก์จำเลยจึงได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์สินกันเป็นสัดส่วน กล่าวคือให้โจทก์ได้วัวที่มีตัวพิมพ์รูปพรรณ 16 ตัว ฯลฯ นอกจากทรัพย์ดังกล่าวนี้แล้ว โจทก์ไม่ขอเอาอีกต่อไป หนังสือสัญญานี้จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยและโจทก์ได้ตกลงพร้อมใจกันทำหนังสือยกทรัพย์สินสมรสและสินเดิมให้แก่โจทก์ ฯลฯ นอกจากทรัพย์ที่โจทก์ได้รับไปนี้แล้ว ไม่ขอเอาอีกต่อไป เห็นว่าเมื่อข้อสัญาระบุชัดว่าโจทก์จะไม่เอาทรัพย์อื่นนอกจากที่โจทก์ได้รับตามสัญญานี้ ก็เท่ากับยอมให้ทรัพย์พิพาทอันเป็นทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในขณะที่ทำสัญญานั้น ตกเป็นสิทธิของจำเลยฝ่ายเดียว โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งทรัพย์พิพาทอีกไม่ได้ สัญญาที่ทำไว้ต่อกันระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่ เมื่อไม่บอกล้างภายในกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันขาดจากการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ก็ต้องถือว่ายังคงบังคับได้อยู่เสมอ (ข้อกฎหมายตามวรรค 2 และ 3 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2521)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1461 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1464 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1466

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๔ โจทก์ได้สมรสกับจำเลย โจทก์มีสินเดิมฝ่ายเดียว อยู่กันกันมามีบุตรหลายคน และมีทรัพย์สินบริคณห์เพิ่มมากขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย จำเลยไม่ยอมหย่า โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันต่อไป จนกระทั่งวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๐๔ โจทก์จำเลยจึงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน แต่ยังมิได้แบ่งแยกทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๐ และ ๘๓ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นสินสมรส โดยยังคงร่วมกันยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างโจทก์จำเลยและบุตรตลอดมา โจทก์มีความประสงค์จะขอแบ่งที่ดินสินสมรสส่วนของโจทก์ ๑ ใน ๓ แต่จำเลยไม่ยอมแบ่งให้ จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยสมรสกันเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ จริง แต่โจทก์ไม่มีสินเดิม จำเลยมีสินเดิมฝ่ายเดียว โจทก์จำเลยอยู่กินกันมาจนถึง พ.ศ.๒๔๗๔ ก็ได้ทิ้งร้างกัน จำเลยได้ภริยาใหม่ ที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและภริยาใหม่ทำมาหาได้ร่วมกัน ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ได้ตกลงประนีประนอมกัน โดยจำเลยยอมรับโจทก์เป็นภริยาต่อไป และยอมยกสินบริคณห์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ เว้นแต่ที่พิพาท ๒ แปลง ซึ่งเป็นที่ดินที่มีอยู่ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์สัญญาว่าจะไม่ฟ้องร้องขอแบ่งทรัพย์อย่างใดอีก ฯลฯ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จำเลยสมรสกันเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ โจทก์ได้ฟ้องหย่าขาดจากจำเลย และโจทก์กับจำเลยทำหนังสือสัญญาลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๕ ตามเอกสารหมาย ล.๒ ใจความว่า จำเลยตกลงยกสินสมรสและสินเดิมตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จำเลยกลับทำอยู่กินกันอีกประมาณ ๑๙ ปี มีบุตรด้วยกันอีก ๑ คน เพิ่มจากที่เคยมีบุตรด้วยกันมาแล้ว ๗ คน ต่อมาโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๐๔ ที่ดินพิพาททั้ง ๒ แปลงเป็นทรัพย์นอกเหนือจากที่จำเลยตกลงยกให้แก่โจทก์ตามสัญญาหมาย ล.๒ โดยจำเลยซื้อที่พิพาทเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ ระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากัน ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย ปัญหาว่าหนังสือสัญญาหมาย ล.๒ เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาหรือไม่ แล้วศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.๒ กล่าวไว้ชัดว่า เป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อระงับการฟ้องหย่าระหว่างโจทก์จำเลยไม่ให้ต้องเป็นความกันต่อไป โจทก์จำเลยจึงตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเป็นส่วนสัด กล่าวคือให้โจทก์ได้วัวที่มีตั๋วพิมพ์รูปพรรณแล้ว ๑๖ ตัว ฯลฯ นอกจากทรัพย์ดังกล่าวไม่ขอเอาอีกต่อไป หนังสือสัญญานี้จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ ข้อความตอนต้นของสัญญาที่ว่า จำเลยและโจทก์ได้ตกลงพร้อมใจกันทำหนังสือยกทรัพย์สินสมรสและสินเดิมให้แก่โจทก์ ฯลฯ นอกจากทรัพย์ที่โจทก์ได้รับไปนี้แล้ว ไม่ขอเอาอีกต่อไป ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อตามข้อสัญญาระบุชัดว่า โจทก์จะไม่เอาทรัพย์อื่นนอกจากที่โจทก์ได้รับตามสัญญานี้ ก็เท่ากับยอมให้ทรัพย์พิพาทอันเป็นทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญานั้น ตกเป็นสิทธิของจำเลยไปฝ่ายเดียว โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งทรัพย์พิพาทอีกไม่ได้ นอกจากนั้นสัญญาดังกล่าวยังเป็นสัญญาที่ได้ทำไว้ระหว่างเป็นสามีภริยากัน เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกล้างภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๑ ก็ต้องถือว่าสัญญานี้คงใช้บังคับได้อยู่เสมอ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอแบ่งทรัพย์พิพาท ฯลฯ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1274/2521 นางเตีย น้อยวงศ์ โจทก์ นายไกวดัส นูนคาน หรือ ปาทาน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเตีย น้อยวงศ์ · จำเลย - นายไกวดัส นูนคาน หรือ ปาทาน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · ถนัด ลีลากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายพัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ศาลอุทธรณ์ - นายขจร โรจนวิภาต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 370/2506ฎีกา 643/2497ฎีกา 1775/2512ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1123/2487ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 541/2509ฎีกา 478/2501ฎีกา 953/2505ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 348/2511ฎีกา 174/2538ฎีกา 2752/2522ฎีกา 5712/2545ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 380/2530ฎีกา 2157/2543ฎีกา 718/2550ฎีกา 367/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา