คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 209-210/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ถูกแย่งการครอบครองที่ดินที่มี น.ส.3 ก. ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องจดทะเบียนแบ่งแยกให้แก่ผู้แย่งการครอบครอง แม้ผู้ถูกแย่งการครอบครองจะหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองแล้วก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
การแย่งการครอบครองที่ดินที่มี น.ส.3 ก. แม้ผู้ถูกแย่งการครอบครองจะหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองแล้วก็ตาม ผู้ถูกแย่งการครอบครองก็ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องจดทะเบียนแบ่งแยกให้ จึงฟ้องบังคับขอให้ผู้ถูกแย่งการครอบครองจดทะเบียนให้ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.๓ จำเลยได้บุกรุกเข้าทำนาของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยออกจากที่นาโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หากฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยก็บุกรุกแย่งการครอบครองมา ๓-๔ ปีแล้ว โจทก์มิได้ฟ้องเรียกคืนภายใน ๑ ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
สำนวนหลังจำเลยสำนวนแรกเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์สำนวนแรกเป็นจำเลยเกี่ยวกับที่นาแปลงเดียวกัน อ้างว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยก น.ส.๓ ก. ที่นาส่วนของโจทก์ จำเลยไม่ยอมแบ่งแยกทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยก น.ส.๓ ก. ให้โจทก์ได้ที่นาด้านทิศเหนือ หากไม่ไปจดทะเบียนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยให้การว่าที่นาเป็นของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีสำนวนแรก ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยเรียกนางแหล่เป็นโจทก์ เรียกนายขันธ์เป็นจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตาม น.ส.๓ ก. ให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งแต่ไม่เกินเนื้อที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่หากไม่ไปจดทะเบียนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องคดีหลัง ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับนาพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกเกี่ยวข้องกับนาพิพาท
จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองนาพิพาทอ้างว่าเป็นของจำเลยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ และเข้าทำประโยชน์มาทุกปีกรณีจึงถือได้ว่าจำเลยเข้าแย่งการครอบครองนาพิพาทจากโจทก์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ ไม่มีพฤติการณ์ที่จะฟังว่าการครอบครองของจำเลยเป็นการครอบครองแทนโจทก์ได้ นาพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๒๑ เกินกำหนด๑ ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง จึงหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชนะคดี ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา
สำหรับฟ้องของจำเลยสำนวนหลังขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน น.ส.๓ ก. ตามฟ้องให้ที่นาพิพาทเป็นของจำเลย เห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องจดทะเบียนแบ่งแยกให้ จึงบังคับโจทก์ตามคำขอของจำเลยมิได้ ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องสำนวนหลัง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 209 - 210/2525
นางแหล่ ศิริวงษ์ โจทก์
นายขันธ์ รัตตะคุ จำเลย
นายขันธ์ รัตตะคุ โจทก์
นางแหล่ ศิริวงษ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางแหล่ ศิริวงษ์ · จำเลย - นายขันธ์ รัตตะคุ · โจทก์ - นายขันธ์ รัตตะคุ · จำเลย - นางแหล่ ศิริวงษ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประสม ศรีเจริญ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · สุชาติ จิวะชาติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายบุญศรี แก้วสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายปลื้ม โชติษฐยางกูร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา