⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3514/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3514/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต้องได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจึงจะมีผลบังคับตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นอกจากจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์กำหนดไว้แล้ว ยังจะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งด้วยมิฉะนั้นจะไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.10 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.13 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.18

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๔ มีความว่า "การกู้เงินเดือน เงินสะสม เงินสมทบ จะต้องมีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทฯ โดยมีเงินสะสมไม่น้อยกว่าจำนวนเงินที่ขอกู้ ดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ต่อปี ส่งคืนใน ๒ ปี" หลังจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยได้ปฏิบัติถูกต้องตลอดมา จนเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๓ และวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จำเลยได้ออกหนังสือชี้แจงปรับปรุงดอกเบี้ยใหม่เป็นร้อยละ ๑๒ และร้อยละ ๑๓ ต่อปีตามลำดับโดยโจทก์ไม่ยินยอม การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สมาชิกของโจทก์ได้รับความเดือดร้อนต้องส่งเสียเงินเพิ่มจากเดิมมากขึ้น โจทก์ได้ท้วงติงหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลง จึงขอให้บังคับให้ (๑) ให้จำเลยยกเลิกหนังสือที่เปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งสองฉบับ พร้อมทั้งให้ใช้ข้อตกลงเดิมที่มีอยู่ (๒) ให้จ่ายเงินส่วนที่หักเกินจากร้อยละ ๘ ต่อปีคืนสมาชิกโจทก์พร้อมอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย (๓) ให้เริ่มปันส่วนที่หักเกินจากวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ เป็นต้นมาสำหรับสมาชิกโจทก์ที่กู้ไปและจ่ายเงินคืนภายใน....เดือน จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างการคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากโจทก์นั้น จำเลยถือหลักเกณฑ์ว่าหากธนาคารที่โจทก์มียอดเงินสะสมไว้ให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราเท่าใด จำเลยก็จะคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากโจทก์ในอัตรานั้นและจำเลยได้ถือปฏิบัติตลอดมา โจทก์ก็มิได้ทักท้วงหรือคัดค้านแต่ประการใดจึง ขอให้ยกฟ้อง วันนัดพิจารณา โจทก์จำเลยรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์จำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๒ เอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๔ โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ต่อปี จำเลยแถลงว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ต่อปีหมายถึงดอกเบี้ยตามอัตราของธนาคาร จำเลยมีสิทธิเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราขึ้นลงของธนาคารและทางปฏิบัติก็ถืออัตราของธนาคารมาก่อนแล้ว ลูกจ้างก็ได้ปฏิบัติตามตลอดมา ไม่ได้คัดค้าน ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๔ ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ ๘ ต่อปี โจทก์จำเลยได้มีเจตนาถือเอาอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเป็นหลักในการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกจ้างจำเลยจึงมีสิทธิเพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารได้ มิใช่เป็นการแก้ไข เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉะนั้นการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นการเพิ่มขึ้นตามอัตราของธนาคารถูกต้องกับเจตนาและข้อตกลงของโจทก์จำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าดอกเบี้ยคืน พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ ก่อนโจทก์จำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งทำเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๒ นั้น จำเลยได้จัดให้ลูกจ้างกู้เงินอยู่แล้วโดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ต่อปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้มีการเจรจาเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเรื่องเงินกู้ ข้อตกลงก็เพียงแต่ขอให้เพิ่มจำนวนเงินที่ให้กู้เท่านั้นโดยนำเงินสมทบที่ได้มาเป็นยอดเงินกู้ มิได้เกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยด้วย ผลการเจรจาคงคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมคือร้อยละ ๘ ต่อปี ดังปรากฏตามข้อ ๔ ของข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๑ ไม่มีข้อความที่พอแสดงให้เห็นว่าคู่กรณีตกลงให้ถือเอาอัตราดอกเบี้ยตามธนาคาร ซึ่งทั้งนี้หากคู่กรณีตกลงให้ถือเอาอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารก็น่าจะต้องระบุไว้ให้ชัด เพราะเหตุว่าการคิดดอกเบี้ยตามอัตราของธนาคารนั้นอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ไม่แน่นอน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๔มีข้อความชัดเจนอยู่แล้วไม่มีทางแปลเป็นอย่างอื่นได้ ฉะนั้นการที่จำเลยเรียกดอกเบี้ยเพิ่มเป็นร้อยละ ๑๒ และ ๑๓ ต่อปีตามธนาคารโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์และมิได้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามขั้นตอนของกฎหมายจึงหามีผลบังคับไม่ ส่วนที่โจทก์ขอให้ยกเลิกหนังสือที่เปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเงินกู้เห็นว่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงไม่ชอบ ไม่มีผลบังคับเสียแล้วก็ไม่จำเป็นต้องสั่งเพิกถอนอีก พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินดอกเบี้ยส่วนที่หักเกินจากอัตราร้อยละ ๘ ต่อปี โดยเริ่มนับจากวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ เป็นต้นไปคืนกับสมาชิกโจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3514/2525 สหภาพแรงงานไทยบริดจสโตน โจทก์ บริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สหภาพแรงงานไทยบริดจสโตน · จำเลย - บริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ไพศาล สว่างเนตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 768/2533ฎีกา 2004/2527ฎีกา 7337/2549ฎีกา 378/2531ฎีกา 4921/2532ฎีกา 2093/2532ฎีกา 3539/2536ฎีกา 7420/2537ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4369/2530ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 2681-2683/2545ฎีกา 2725/2530ฎีกา 3115/2529ฎีกา 158/2536ฎีกา 1391-1442/2532ฎีกา 3180/2530ฎีกา 2325-2326/2531ฎีกา 3823/2531ฎีกา 1128/2544ฎีกา 1448/2541ฎีกา 1850/2544ฎีกา 909/2532ฎีกา 1427/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา