คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3929/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานยักยอกทรัพย์ โดยระบุวันเวลาเกิดเหตุ หน้าที่และการกระทำของจำเลย รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้อง แม้จะมิได้ระบุว่าทรัพย์สินที่ถูกยักยอกเป็นของแผนกใด หรือวิธีการยักยอกโดยละเอียดก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
คำฟ้องโจทก์ตอนต้นได้บรรยายถึงวันเวลาเกิดเหตุ แล้วบรรยายถึงหน้าที่และการกระทำของจำเลยว่า ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ร่วมจำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานขายของตามหน้าที่ ได้ร่วมกันเบียดบังยักยอกเงินจำนวน 898,914.76 บาท ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยตามหน้าที่ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยเสียโดยทุจริตแล้วบรรยายถึงสถานที่เกิดเหตุคำบรรยายฟ้องเช่นนี้ จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดอย่างไรถึงแม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าเงินที่ถูกยักยอกไปเป็นเงินของแผนกใด และเบียดบังเอาเงินไปโดยวิธีการอย่างใด ฟ้องโจทก์ก็หาเคลือบคลุมไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันยักยอกเงินของผู้เสียหายจำนวน ๘๙๘,๙๑๔.๗๖ บาท ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยทั้งสามตามหน้าที่ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยทั้งสามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒,๓๕๓ และคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องเคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าฟ้องไม่เคลือบคลุม
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ในส่วนแพ่งขาดอายุความและเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้พิพากษายกฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ร่วมและจำเลยที่ ๒ ฎีกา
ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ คำฟ้องโจทก์ตอนต้นได้บรรยายถึงวันเวลาเกิดเหตุ แล้วบรรยายถึงหน้าที่และการกระทำของจำเลยว่า ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเพชรบุรีจังหวัดพาณิชย์ จำกัด จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานขายของบริษัทดังกล่าวตามหน้าที่ ได้ร่วมกันเบียดบังยักยอกเงินจำนวน ๘๙๘,๙๑๔ บาท ๗๖ สตางค์ ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยตามหน้าที่ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยเสียโดยทุจริต แล้วบรรยายถึงสถานที่เกิดเหตุ ศาลฎีกาเห็นว่าคำบรรยายฟ้องเช่นนี้ จำเลยสามารถจะเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดอย่างไร ถึงแม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าเงินที่ถูกยักยอกไปเป็นเงินของแผนกใด และเบียดบังเอาเงินไปโดยวิธีการอย่างไร ฟ้องโจทก์ก็หาเคลือบคลุมไม่ เพราะสารสำคัญของคำฟ้องอยู่ที่ว่าจำเลยได้ร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินของผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วม ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบและดูแลรักษาของจำเลยตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไปโดยทุจริตจริงหรือไม่ เป็นจำนวนเงินเท่าใด ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้โจทก์ได้บรรยายไว้โดยครบถ้วนแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างนั้นเป็นข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบแสดงในชั้นพิจารณา และจำเลยซึ่งนำสืบในภายหลังก็สามารถจะนำสืบแก้ได้อยู่แล้วหาได้เสียเปรียบหรือหลงข้อต่อสู้แต่อย่างใดไม่ ดังนี้คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕) แล้ว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยได้กระทำผิดดังฟ้องโจทก์หรือไม่ จึงไม่ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ตามรูปคดี
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3929/2525
พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์
บริษัทเพชรบุรีจังหวัดพาณิชย์ จำกัด โจทก์ร่วม
นายประทีป ประเสริฐจิตร์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี · โจทก์ร่วม - บริษัทเพชรบุรีจังหวัดพาณิชย์ จำกัด · จำเลย - นายประทีป ประเสริฐจิตร์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พินิจ สังขนันท์ · อุดม บรรลือสินธุ์ · ปรานอม มหรรณพ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายกู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศาลอุทธรณ์ - นายไกร บุญญะกิติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา