คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3937/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้กระทำละเมิดมิใช่ลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องให้รับผิดฐานนายจ้างรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ผู้ถูกฟ้องจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดนั้น
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในผลละเมิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบุคคลซึ่งมีการแสวงหาประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพียงประการเดียวโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมีประโยชน์ร่วมกันในกิจการขนส่งผู้โดยสารหรือไม่ต่อไปอีก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ซึ่งถูกจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์อีกคันหนึ่งโดยประมาทชนเอาในระหว่างอายุสัญญาประกัน โดยจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของเจ้าของรถ หรือเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันกับเจ้าของรถ และจำเลยที่ ๑ ขับรถคันนี้ในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายเพื่อประโยชน์ของเจ้าของรถและจำเลยที่ ๒ เป็นเหตุให้รถคันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายโจทก์ได้จัดการซ่อมแล้วรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๒๖,๒๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสองให้การว่า เหตุเกิดมิใช่เพราะความประมาทของจำเลยที่ ๑ รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสมาชิกที่นำรถมาร่วมรับจ้างขนส่งคนโดยสารกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน มีข้อสัญญาระหว่างจำเลยด้วยว่า หากเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๒๖,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในกิจการขนส่งผู้โดยสารนั้น เห็นว่าในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ไว้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ เพียงประการเดียว ฝ่ายโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในกิจการขนส่งผู้โดยสารหรือไม่ต่อไปอีก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3937/2525
บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด โจทก์
นายแสวง ภูขำ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด · จำเลย - นายแสวง ภูขำ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประสาท บุณยรังษี · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวินัย ภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา