⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1054/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด การบอกกล่าวให้ชำระหนี้ทั้งหมดภายในกำหนดถือเป็นการบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัด เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกไม่ได้ 2. สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่ทำขึ้นเพื่อประกันหนี้รายเดียวกัน จะมีผลผูกพันผู้ค้ำประกันและผู้จำนองเพียงฐานะเดียวตามวงเงินที่กำหนดไว้เท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ให้จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยได้เบิกเงินเกินบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีหลายครั้งเพื่อหักกลบลบหนี้กัน ดังนี้ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำเงินส่งเข้าบัญชีเพื่อลดยอดเงินที่เบิกเกินบัญชีทั้งหมดภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันรับหนังสือ มิฉะนั้นโจทก์จะดำเนินคดีแก่จำเลย เช่นนี้ เป็นการบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยมีผลให้สัญญาเลิกกันเมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันรับหนังสือแล้ว หลังจากสัญญาเลิกกันแล้วธนาคารโจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกไม่ได้ คงคิดดอกเบี้ยโดยวิธีธรรมดาได้เท่านั้น จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่1ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์ในวงเงินสองแสนบาท ในสัญญาค้ำประกันข้อ 6 ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 2 จะจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 94029 เป็นประกัน แล้วต่อมาจำเลยที่ 2 ก็ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดดังกล่าวแก่โจทก์โดยระบุในสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่าเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เป็นหนี้โจทก์จำนวนเงินไม่เกินสองแสน บาท ดังนี้ทั้งสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่างเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ในวงเงินสองแสนบาทรายเดียวกัน หาใช่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นผู้ค้ำประกันฐานะหนึ่ง และต้องรับผิดตามสัญญาจำนองอีกฐานะหนึ่งไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.655 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.686 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.709 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.859

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยทบต้น จำเลยที่ ๒ เข้าค้ำประกันจำเลยที่ ๑ และทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้การเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ ๑ เป็นเงินสองแสนบาท จำเลยที่ ๑ ได้กู้เบิกเงินเกินบัญชีไปถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓๒๒,๙๔๐.๐๓ บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ชำระก็ขอบังคับจำนองโดยขายทอดตลาดที่ดินที่จำนอง จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้หลายประการและต่อสู้ว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาการกู้เงินแล้ว จึงคิดดอกเบี้ยตามประเพณีของธนาคารไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๓๐๔,๕๗๙.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เว้นแต่จำเลยที่ ๒ ให้รับผิดในต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ ๑ ได้ตลอดไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระหนี้ให้โจทก์จนเสร็จได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้เบิกเงินเกินบัญชีและจำเลยที่ ๑ได้นำเงินชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้งเพื่อหักทอนบัญชีหนี้ หักกลบลบกัน จึงมีลักษณะเป็นบัญชีเดินสะพัด เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๒ ไปยังจำเลยที่ ๑ ว่าให้จำเลยที่ ๑ นำเงินส่งเข้าบัญชีลดยอดเงินที่เบิกเกินบัญชีให้หมดสิ้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันรับหนังสือ มิฉะนั้นโจทก์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ เช่นนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดแก่จำเลยที่ ๑ มิใช่บัญชีเดินสะพัดยังไม่เลิกแล้วต่อกันดังโจทก์ฎีกา เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาดังกล่าวของโจทก์ในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๒๒ จึงมีผลว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๒ เป็นต้นไป ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ ๑ ถึงวันที่ ๒๘ตุลาคม ๒๕๒๒ เท่านั้น และต่อจากนั้นไปโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีตามวิธีธรรมดาตลอดไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์เต็มตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๔ เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวนไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทตามเอกสารหมาย จ.๓ และในสัญญาค้ำประกันข้อ ๖ ระบุไว้ว่าจำเลยที่ ๒ จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๐๒๙ เป็นประกัน แล้วต่อมาจำเลยที่ ๒ ก็ไปจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๐๒๙ ไว้แก่โจทก์ โดยระบุในสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่าเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่เป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนเงินไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้จึงเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวข้างต้นรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินไม่เกินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐บาท หาใช่จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดเป็นผู้ค้ำประกันฐานะหนึ่งและสัญญาจำนองอีกฐานะหนึ่งโดยจำเลยที่ ๒ ต้องชำระหนี้ และดอกเบี้ยทบต้นเต็มตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกาไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2526 บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด โจทก์ นายศิริชัย ณ ป้อมเพชร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด · จำเลย - นายศิริชัย ณ ป้อมเพชร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ จิวะชาติ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · วีระ ทรัพยไพศาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเลียบ ภิญญะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายวรา ไวยหงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3518/2524ฎีกา 7287/2539ฎีกา 2826/2536ฎีกา 1962/2548ฎีกา 1260/2518ฎีกา 1042/2531ฎีกา 451/2491ฎีกา 1862/2518ฎีกา 2354/2566ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 394/2550ฎีกา 358/2540ฎีกา 4642/2540ฎีกา 1536/2500ฎีกา 1781/2509ฎีกา 1800/2511ฎีกา 425/2520ฎีกา 1077/2527ฎีกา 3219/2534ฎีกา 6239/2551ฎีกา 4225/2529ฎีกา 8294/2538ฎีกา 4873/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา