⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1336/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วย่อมผูกพันคู่ความตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และหากทรัพย์สินเป็นสินสมรส สามีมีอำนาจจัดการแทนภริยาได้

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนศาลแพ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินรายพิพาทมาจากนายพงษ์และนางถวิล สังข์เลี้ยง โดยสุจริต และจดทะเบียนสิทธิแล้ว และต่อมายกให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินรายพิพาทโดยชอบ โจทก์ไม่อาจยกการได้กรรมสิทธิ์โดยทางครอบครองซึ่งมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นต่อสู้ โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านประการใด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณามิให้โต้เถียงเป็นอย่างอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ส่วนโจทก์ร่วมนั้นในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 พิพาทกันในคดีก่อน โจทก์ร่วมยังเป็นภริยาของโจทก์อยู่ ถึงแม้โจทก์ร่วมจะได้ร่วมกับโจทก์ครอบครองที่ดินรายพิพาทมา ที่ดินรายพิพาทก็เป็นสินสมรสซึ่งโจทก์ในฐานะสามีมีอำนาจจัดการ การที่โจทก์เข้าต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินรายพิพาทย่อมเป็นการกระทำแทนโจทก์ร่วมด้วย คำพิพากษาในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 ดุจเดียวกัน ดังนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมจะฟ้องคดีใหม่ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ซื้อที่ดินและจำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์อันเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาในคดีก่อนหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1468 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1469

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๙๓๘ ได้มาโดยนายพงษ์และนางถวิล สังข์เลี้ยง ยกให้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ และครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๑๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายศุภชัย ได้สมคบกันปลอมลายมือชื่อของนายพงษ์ลงในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจแล้ว กรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ดังกล่าวว่านายพงษ์มอบอำนาจให้นายศุภชัยเป็นผู้จัดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๙๓๘ ให้แก่จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายศุภชัยได้สมคบกับจำเลยที่ ๕ นำใบมอบอำนาจปลอมดังกล่าวแล้วไปยื่นจัดการขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ต่อจำเลยที่ ๕ จำเลยที่ ๕ ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้เป็นของจำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบ และได้รับมาโดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะที่จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนต้องได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน โจทก์เพิ่งทราบการกระทำของจำเลยดังกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๐ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่าง นายพงษ์ นางถวิล สังข์เลี้ยงกับจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนการให้ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนได้ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกใช้ราคาที่ดิน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ที่ดินพิพาทมาโดยนายพงษ์ นางถวิล สังข์เลี้ยง ยกให้ ทั้งไม่ได้ครอบครองด้วย โจทก์เพียงแต่ขอปลูกเรือนอยู่อาศัยเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ปลอมลายมือชื่อนายพงษ์ในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่ดินรายพิพาทตกเป็นของนายพงษ์โดยสัญญาหย่าและแบ่งทรัพย์ระหว่างนายพงษ์และนางถวิล เมื่อที่ดินตกเป็นของนายพงษ์แล้ว นายพงษ์ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ และจดทะเบียนการซื้อขายต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมายและโดยสุจริต ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นของจำเลยที่ ๑ โดยชอบด้วยกฎหมาย หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งให้โจทก์รื้อถอนโรงเรือนออกไป โจทก์ขอร้องอยู่ต่อ จำเลยที่ ๑ สงสาร จึงอนุญาตให้โจทก์อยู่ต่อไป แต่ขอให้โจทก์หาที่อยู่ใหม่โดยเร็ว เมื่อได้แล้วจำเลยที่ ๑ จะให้เงินค่าขนย้ายตามสมควร โจทก์ได้ทำหนังสือรับรองให้จำเลยที่ ๑ ไว้ว่าโจทก์เป็นผู้อาศัย ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะยกที่ดินรายพิพาทให้จำเลยที่ ๒ โจทก์ได้มาขอรับเงินค่าขนย้ายจากจำเลยที่ ๑เมื่อจำเลยที่ ๑ ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ แล้ว จำเลยที่ ๑ ได้พาจำเลยที่ ๒ไปพบโจทก์และแจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ ๒ จะปลูกบ้าน โจทก์รับว่าจะขนย้ายออกไปโดยเร็ว แต่ในที่สุดก็ไม่ย้าย จำเลยที่ ๒ จึงฟ้องขับไล่ ศาลแพ่งพิพากษาขับไล่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ให้การว่า นายพงษ์ นางถวิล สังข์เลี้ยงไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และโจทก์ไม่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทเป็นของนายพงษ์และนายพงษ์ได้ขายให้จำเลยที่ ๑ สิทธิของโจทก์ยังไม่จดทะเบียนจะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกว่าได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิแล้วหาได้ไม่ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้สมคบกับจำเลยที่ ๑ ปลอมลายมือชื่อนายพงษ์เมื่อจำเลยที่ ๑ ยกที่พิพาทให้จำเลยที่ ๒ แล้ว จำเลยที่ ๒ ได้บอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอนโรงเรือนออกไป โจทก์ไม่โต้แย้งสิทธิเพียงแต่ขอผัดผ่อน แต่แล้วก็ไม่ออกไป จำเลยที่ ๒ จึงฟ้องขับไล่ ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๒๗๗๓/๒๕๒๐ หลังจากศาลแพ่งพิพากษาคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ ซึ่งประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓, ๔ และ ๖ ให้การร่วมกันว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามลำดับขั้นตอนและระเบียบแบบแผนของทางราชการที่วางไว้โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๕ ให้การว่า ไม่ได้สมคบกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายศุภชัยปลอมหนังสือมอบอำนาจของนายพงษ์ จำเลยที่ ๕ ได้จดทะเบียนการขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามระเบียบและกฎหมายโดยสุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ ระหว่างพิจารณา นางเพ็ญศรี แสงเดือนเด่น โดยนายพีระพล บุญปราการผู้รับมอบอำนาจขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ประเด็นที่ว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือไม่ เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตั้งแต่เมื่อจะสั่งรับฟ้อง ไม่ใช่ประเด็นที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเมื่อตอนพิพากษาคดี เมื่อศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้วจึงเป็นอันยุติ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในคดีก่อนศาลแพ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินรายพิพาทมาจากนายพงษ์ นางถวิล สังข์เลี้ยง โดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิแล้ว และต่อมายกให้จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินรายพิพาทโดยชอบ โจทก์ไม่อาจยกการได้กรรมสิทธิ์โดยทางครอบครองซึ่งมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นต่อสู้ โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านประการใด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณามิให้โต้เถียงเป็นอย่างอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ ส่วนโจทก์ร่วมนั้น ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ ๒ พิพาทกันในคดีก่อน โจทก์ร่วมยังเป็นภริยาของโจทก์อยู่ ถึงแม้โจทก์ร่วมจะได้ร่วมกับโจทก์ครอบครองที่ดินรายพิพาทมา ที่ดินรายพิพาทก็เป็นสินสมรสซึ่งโจทก์ในฐานะสามีมีอำนาจจัดการ การที่โจทก์เข้าต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินรายพิพาทย่อมเป็นการกระทำแทนโจทก์ร่วมด้วย คำพิพากษาคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ ดุจเดียวกัน ดังนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมจะฟ้องคดีใหม่ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ซื้อที่ดินรายพิพาท และจำเลยที่ ๒ ไม่ได้กรรมสิทธิ์อันเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาในคดีก่อนหาได้ไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2526 ร้อยตำรวจตรีบริบูรณ์ บุญประการ โจทก์ นางเพ็ญศรี แสงเดือนเด่น โจทก์ร่วม นายชิน บัวก้านทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยตำรวจตรีบริบูรณ์ บุญประการ · โจทก์ร่วม - นางเพ็ญศรี แสงเดือนเด่น · จำเลย - นายชิน บัวก้านทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · นิยม ติวุตานนท์ · ม.ร.ว.ชัยวัฒน์ ชมพูนุท
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายเลียบ ภิญญะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายธิรพันธุ์ รัศมิทัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6593/2537ฎีกา 2388/2551ฎีกา 564-567/2479ฎีกา 3140/2538ฎีกา 8856/2551ฎีกา 1648/2505ฎีกา 1311/2505ฎีกา 2599/2533ฎีกา 387/2535ฎีกา 73/2538ฎีกา 973/2536ฎีกา 7219/2552ฎีกา 3188/2529ฎีกา 2291/2536ฎีกา 2554/2539ฎีกา 1045/2492ฎีกา 6/2534ฎีกา 533/2509ฎีกา 554/2532ฎีกา 6/2495ฎีกา 3880/2536ฎีกา 7377/2538ฎีกา 2414/2532ฎีกา 907/2503
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา