⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1591/2495

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1591/2495

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดตามสัญญายอมความแล้ว คู่ความต้องผูกพันตามสัญญานั้น และหากสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ การเช่านั้นย่อมเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องทำสัญญาเช่าใหม่

ย่อคำพิพากษา

คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลว่า จำเลยยอมให้โจทก์เช่าศาลท่าน้ำและชานศาลาเป็นท่าขึ้นลงสำหรับที่เรือจ้างรับส่งคนโดยสาร เมื่อศาลพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญายอมความนั้นแล้วผลก็ย่อมผูกพันจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญายอมความนั้นตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา 145 วรรคแรก จำเลยจะอ้างว่า ต้องทำสัญญาเช่ากันใหม่ เพราะเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ถ้าโจทก์ไม่ยอมเซ็นสัญญาเช่าใหม่แล้ว จำเลยก็ยังไม่ยอมให้โจทก์เช่า ดังนี้ ไม่ได้เพราะการเช่าย่อมเกิดขึ้นแล้วตามสัญญายอมความ และตามสัญญายอมความก็ไม่มีข้อความว่าจะต้องไปทำสัญญาเช่ากันใหม่ไม่ ฉะนั้นถ้าจำเลยขัดขืนโจทก์ก็ขอให้ศาลออกคำบังคับจำเลยได้ทีเดียว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์จำเลยเป็นความพิพาทกันเรื่องสิทธิในศาลาท่าน้ำ แล้วตกลงทำสัญญาประณีประนอมยอมความกัน ดังนี้ ฯลฯ จำเลยยอมให้โจทก์ที่ ๒ เช่าศาลาท่าน้ำและชานศาลาเป็นท่าขึ้นลงสำหรับที่เรือจ้างรับส่งคนโดยสาร โดยฝ่ายโจทก์ที่ ๒ ยอมชำระค่าเช่าให้จำเลยวันละ ๒ บาท นับแต่วันรื้อไม้กั้น ม้านั่งและรั้วที่จำเลยกั้นบนศาลาและชานศาลานี้ออกให้ไปเสร็จทั้งนี้จะได้ปฏิบัติให้++ภายใน ๗ วัน และโจทก์ที่ ๒ ยินยอมชำระค่าเช่าให้จำเลยนับแต่วันนั้นเป็นต้นไป ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ครั้นครบกำหนด ๗ วันแล้ว จำเลยไม่ได้จัดการตามยอม โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับ โจทก์จำเลยมาศาลพร้อมกัน คงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาเช่าให้โจทก์เซ็น เพราะถือว่าเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือ แต่โจทก์ไม่ยอมเซ็นเพราะเห็นว่าสัญญาเช่าที่จำเลยเซ็นมีกำหนดเวลาเพียง ๑ ปี เท่านั้น ในที่สุดโจทก์ขอให้ศาลออกคำบังคับจำเลยศาลจึงออกคำบังคับมีกำหนด ๕ วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งชอบแล้ว จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลพิพากษาให้เป็นไปตามยอมแล้ว ผลก็เกิดขึ้นตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๑๔๕ วรรคแรกซึ่งผูกพันจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญานั้น สัญญายอมความมีข้อความแสดงว่าตกลงเช่ากันแล้ว หามีข้อความกล่าวว่าจะต้องไปทำสัญญาเช่ากันใหม่ไม่ ฉะนั้นที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญายอมความ เพราะโจทก์ที่ ๒ เองไม่ปฏิบัติโดยไม่ยอมเซ็นสัญญาเช่า จึงฟังไม่ขึ้น ฯลฯ จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1591/2495 นายมนู ยูประพัฒน์ ที่ 1,น.ส.เจริญ เอกเวชเอี่ยม ที่ 2 โจทก์ นายชุนหมง แซ่งุย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมนู ยูประพัฒน์ ที่ 1,น.ส.เจริญ เอกเวชเอี่ยม ที่ 2 · จำเลย - นายชุนหมง แซ่งุย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำรูญเนติศาสตร์ · มนูภันย์วิมลสาร · นนทประชา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายห้วน ประชาบาล · ศาลอุทธรณ์ - หลวง++
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 181/2495ฎีกา 2274/2537ฎีกา 360/2502ฎีกา 1492/2528ฎีกา 1138/2529ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 79/2501ฎีกา 1415/2540ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1251/2500ฎีกา 4549/2540ฎีกา 185/2566ฎีกา 7168/2542ฎีกา 2345/2540ฎีกา 6868/2541ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา