คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2526
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องผู้ค้ำประกันให้รับผิดในกรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นทุจริตต่อหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดการกระทำผิดของลูกหนี้ชั้นต้น เช่น ชื่อลูกค้า จำนวนเงิน หรือจำนวนรายที่ลูกหนี้ชั้นต้นยักยอกไป แต่ต้องระบุวันเวลา ประเภททรัพย์ และการกระทำโดยสรุปว่าลูกหนี้ชั้นต้นรับเงินจากลูกค้าของบริษัทโจทก์ไปแล้วไม่นำมาชำระให้โจทก์ แต่กลับนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและไม่มาทำงาน
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันในกรณี ม.ทุจริตต่อหน้าที่ โดยบรรยายฟ้อง ระบุวันเวลาและประเภทของทรัพย์ตลอดจนการกระทำของ ม. ที่รับเงินจากลูกค้าของบริษัทโจทก์ไม่นำมาชำระให้โจทก์ กลับนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและไม่มาทำงานโจทก์แจ้งความร้องทุกข์และพนักงานสอบสวนออกหมายจับ ม. แล้วไม่ต้องบรรยายรายละเอียดว่า ม. เก็บเงินจากลูกค้าชื่ออะไร กี่รายรายละเท่าใด ก็เป็นฟ้องที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 18,996 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้องหมายเลข 4 สัญญาดังกล่าว ข้อ 2 มีใจความว่า "ผู้ค้ำประกัน (จำเลย) ยอมรับผิดร่วมกับนายมนตรี แสงศรี ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ในอันที่จะชดใช้ค่าเสียหายทั้งปวงอันเกิดจากการทุจริตต่อหน้าที่ของนายมนตรี แสงศรี เช่นลักทรัพย์ฉ้อโกง ยักยอก ฯลฯ" ด้วยเหตุนี้ความสำคัญในการที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันจึงอยู่ที่นายมนตรีได้กระทำทุจริตต่อหน้าที่ของตนหรือไม่ โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2522นายมนตรีได้รับเงินค่าเครื่องปรับอากาศและค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศจากลูกค้าของบริษัทโจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18,996 บาท ซึ่งนายมนตรีมีหน้าที่จะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระให้แก่บริษัทโจทก์ แต่นายมนตรีกลับนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวและไม่ยอมมาทำงานที่บริษัทโจทก์ตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้ การที่นายมนตรีได้ยักยอกเงินของบริษัทโจทก์ โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง และพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับนายมนตรีไว้แล้ว จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดถึงการกระทำที่เป็นการทุจริตของนายมนตรี อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว เพราะได้ระบุถึงวันเวลาและประเภทของทรัพย์ ตลอดจนการกระทำของนายมนตรีที่เป็นการทุจริตพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีพอสมควร หาจำต้องบรรยายถึงรายละเอียดว่าเงินจำนวนนี้นายมนตรีเก็บจากลูกค้าชื่ออะไรบ้าง จำนวนกี่ราย รายละเท่าใด ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ ฟ้องของโจทก์จึงถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่"
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2526
บริษัทเฟรดริก อินเตอร์เนชั่นแนลฯ จำกัด โจทก์
นายคมสัน สมสุวรรณ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเฟรดริก อินเตอร์เนชั่นแนลฯ จำกัด · จำเลย - นายคมสัน สมสุวรรณ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสมา รัตนมาลัย · อุดม บรรลือสินธุ์ · พูน จักรเสน |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา