คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2526
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร โดยระบุอายุผู้เยาว์และผู้ปกครองไว้ชัดเจน ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว ส่วนการกระทำชำเราผู้เยาว์เป็นเพียงข้อประกอบเจตนาที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดในฟ้องหากมิได้ขอให้ลงโทษในความผิดฐานกระทำชำเราโดยตรง
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และมีข้อความในวงเล็บระบุถึงอายุของผู้เสียหายไว้ชัดเจนว่า ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจาก ว. ซึ่งเป็นบิดาและผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย ดังนี้ครบองค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หาเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่หลายครั้งเป็นเพียงข้อประกอบเจตนาแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตามบทกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษโดยตรง โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 จึงไม่จำต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลา สถานที่และจำนวนครั้งที่จำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และที่จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันหรือไม่ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณา มิใช่ข้อสำคัญที่จะต้องกล่าวในฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันพรากเด็กหญิงเสาวคนธ์ (อายุ ๑๔ ปีเศษ) ผู้เยาว์อายุกว่าสิบสามแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดาและผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และจำเลยที่ ๑ ได้กระทำชำเราผู้เยาว์จนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙, ๘๓
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙, ๘๓ จำคุกคนละ ๓ ปี
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ทั้งนี้โดยมีข้อความในวงเล็บระบุถึงอายุของผู้เสียหายไว้ชัดเจนว่า ผู้เสียหายมีอายุ ๑๔ ปีเศษ ไปเสียจากนายวิทยะ ซึ่งเป็นบิดาและผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย เป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕) แล้ว หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่หลายครั้งเป็นเพียงข้อประกอบเจตนาแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙ ที่โจทก์ขอให้ลงโทษโดยตรง โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาสถานที่และจำนวนครั้งที่จำเลยที่ ๑ ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และที่จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันหรือไม่ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณา มิใช่ข้อสำคัญที่จะต้องกล่าวในฟ้อง
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2526
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายอนันต์ ร้อยศรี ที่ 1 นางผ่องศรี สะเมาะยิหรือร้อยศรี ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายอนันต์ ร้อยศรี ที่ 1 นางผ่องศรี สะเมาะยิหรือร้อยศรี ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กิติ บูรพรรณ์ · โกวิท สุนทรขจิต · ประการ กาญจนศูนย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายอำไพ วิจิตรเวชการ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิบูลย์ สิริตระกูล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา