⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3611/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3611/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจำนองเป็นเพียงอุปกรณ์แห่งหนี้ประธาน แม้จะทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองในวันเดียวกัน แต่หากเจ้าหนี้ได้มอบเงินกู้ยืมให้ลูกหนี้ก่อน ถือว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้วในขณะทำสัญญาจำนอง การจำนองที่ทำให้เจ้าหนี้รายหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น อาจถูกเพิกถอนได้หากแสดงเจตนาให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น

ย่อคำพิพากษา

จำนองเป็นสัญญาที่เอาทรัพย์สินตราไว้เป็นประกันการชำระหนี้ จึงมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานส่วนหนึ่งคือหนี้เงินกู้ยืมที่เจ้าหนี้จ่ายให้ลูกหนี้รับไปก่อนทำสัญญาและจดทะเบียนจำนอง ส่วนจำนองที่ลูกหนี้ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนให้เจ้าหนี้นั้นเป็นแต่เพียงอุปกรณ์แห่งหนี้เงินกู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานซึ่งเป็นหนี้คนละส่วนที่แยกออกจากกันได้ ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้ได้มอบเงินที่กู้ยืมให้ลูกหนี้รับไป การกู้ยืมก็ได้เกิดขึ้น เจ้าหนี้จึงอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ในทันทีนั้นเอง หลังจากนั้นแม้จะเป็นในวันเดียวกัน ลูกหนี้ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ กรณีก็ถือได้ว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้อยู่ก่อนแล้วในขณะที่มีการทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองตามมาตรา 115 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ลูกหนี้มีเจ้าหนี้ถึง 9 ราย มีหนี้รวมกันเป็นจำนวนถึงสองล้านบาทเศษมากกว่าจำนวนทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีอยู่หลายเท่าตัว การที่ลูกหนี้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปทำสัญญาจดทะเบียนจำนองแก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เจ้าหนี้รายนี้แต่ผู้เดียวมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเพื่อชำระหนี้บ้าง ย่อมเป็นกรรมที่แสดงถึงเจตนาของลูกหนี้ว่ามุ่งหมายให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนการจำนองรายนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.115

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

หลังจากศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยทั้งสองแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๒ ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของตนแก่นางสาวสุณีเจ้าหนี้เงินกู้เพื่อเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าว อันเป็นการกระทำในระหว่างระยะเวลาสามเดือนก่อนถูกฟ้องล้มละลาย โดยมุ่งหมายให้นางสาวสุณีได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจำนองดังกล่าว นางสาวสุณีคัดค้านว่า จำเลยที่ ๒ กู้ยืมเงินไป ๓๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะเดียวกันได้นำที่ดินรายนี้มาจำนองเป็นประกัน ผู้คัดค้านได้รับจำนองไว้โดยสุจริตไม่ทราบถึงการที่จำเลยที่ ๒ มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการจำนองรายพิพาท นางสาวสุณีอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ขณะจดทะเบียนจำนอง นางสาวสุณีไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๒ อยู่ก่อน กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๑๕ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพิพากษากลับให้ยกคำร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยนั้นเป็นสัญญาที่เอาทรัพย์สินตราไว้เป็นประกันการชำระหนี้ จึงมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอีกเป็นหนี้ประธานส่วนหนึ่งซึ่งในคดีนี้ได้แก่หนี้เงินกู้ยืมจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาทที่เจ้าหนี้จ่ายให้ลูกหนี้ที่ ๒ รับไปก่อนการทำสัญญาและจดทะเบียนจำนอง ส่วนจำนองที่ลูกหนี้ที่ ๒ ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนให้เจ้าหนี้ไว้นั้นเป็นแต่เพียงอุปกรณ์แห่งหนี้เงินกู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนต่างหากที่อาจแยกออกจากกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่ลูกหนี้ที่ ๒ ขอกู้ยืมเงินเจ้าหนี้เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหนี้ก็ตกลงยินยอมให้กู้ เมื่อเจ้าหนี้ได้มอบเงินที่กู้จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาทให้ลูกหนี้ที่ ๒ รับไปแล้ว ในทันทีทันใดนั้นการกู้ยืมเงินระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่ ๒ ก็ได้เกิดขึ้น เจ้าหนี้จึงอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ ๒ ในทันทีทันใดนั้นเอง หลังจากนั้นแม้จะเป็นวันเดียวกันการที่ลูกหนี้ที่ ๒ ได้มอบอำนาจให้นางสาวสมถวิลทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวให้กับเจ้าหนี้ กรณีถือได้ว่านางสาวสุณีเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ ๒ อยู่ก่อนแล้วในขณะที่มีการทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองรายนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ทั้งนี้เพราะความในมาตรานี้มิได้บัญญัติว่าเจ้าหนี้ผู้รับโอนหรือผู้ได้รับประโยชน์จากการโอนหรือการกระทำใด ๆ ของลูกหนี้จะต้องเป็นเจ้าหนี้อยู่ก่อนวันที่ได้รับโอนหรือได้รับประโยชน์มาแต่อย่างใด และลูกหนี้ทั้งสองมีทรัพย์สินเพียงราคาประมาณ ๒๖๖,๕๐๐ บาท กับลูกหนี้ที่ ๒ มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายสมพงษ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๐๗๓ ซึ่งมีเนื้อที่เพียง๖ เศษ ๖ ส่วน ๑๐ ตารางวา พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างพิพาทเท่านั้น เมื่อลูกหนี้ทั้งสองมีเจ้าหนี้ถึง ๙ ราย มีหนี้รวมกันเป็นจำนวนถึง ๒,๕๘๒,๐๐๗ บาท ๐๑ สตางค์ มากกว่าจำนวนทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีอยู่หลายเท่าตัว ดังนั้นการที่ลูกหนี้ที่ ๒ นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้กับเจ้าหนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เจ้าหนี้รายนี้แต่ผู้เดียวมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามกฎหมาย โดยเจ้าหนี้อื่น ๆ ไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากราคาของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพื่อชำระหนี้บ้างนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวย่อมเป็นกรรมที่แสดงถึงเจตนาของลูกหนี้ที่ ๒ ว่ามุ่งหมายให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้เปรียบเจ้าหนี้อื่นโดยปราศจากสงสัย ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนการจำนองรายนี้เสียได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3611/2526 นายชัยยศ ศิริกุล โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ทวีสิน กับพวก จำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ผู้ร้อง นางสาวสุณี หวังสัจจะโชค ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชัยยศ ศิริกุล · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ทวีสิน กับพวก · ผู้ร้อง - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) · ผู้คัดค้าน - นางสาวสุณี หวังสัจจะโชค
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา พานิชวงศ์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรานอม มหรรณพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายมงคล เปาอินทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 106/2536ฎีกา 2587/2533ฎีกา 597/2513ฎีกา 8304/2559ฎีกา 1474/2528ฎีกา 6967/2537ฎีกา 3396/2527ฎีกา 3181/2524ฎีกา 5916/2530ฎีกา 802/2519ฎีกา 3179-3180/2524ฎีกา 716/2530ฎีกา 4582/2536ฎีกา 1027/2542ฎีกา 1814/2511ฎีกา 561/2535ฎีกา 2724/2528ฎีกา 7039/2542ฎีกา 2599/2525ฎีกา 1032/2536ฎีกา 1359/2534ฎีกา 5225/2534ฎีกา 7229/2538ฎีกา 7441/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา