⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 770/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัปบุรุษของมัสยิดมีสิทธิและหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของมัสยิด การแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) โดยโจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต

ย่อคำพิพากษา

สัปบุรุษของมัสยิดเป็นผู้ที่มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของมัสยิดที่ตนสังกัดอยู่ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่มัสยิด ดังนั้นการที่จำเลยซึ่งเป็นสัปบุรุษของมัสยิดแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนให้ข่าวต่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นกระทำไปโดยสุจริต แม้จะเป็นการเข้าใจผิด แต่ก็เชื่อว่าความจริงเป็นดังที่ตนเข้าใจแล้ว ก็ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้จำเลยหาจำต้องนำสืบว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรับโทษ เพราะในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจึงจะลงโทษจำเลยได้ ฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำไปโดยสุจริตหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยได้จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตแล้ว ศาลก็ยกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.326 ประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประมวลกฎหมายอาญา ม.329 พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.2490 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ดำรงตำแหน่งอิหม่ามและเป็นประธานกรรมการมัสยิด อาลียิดดารอยน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นกรรมการมัสยิดดังกล่าว เมื่อระหว่างวันที่ ๗ ถึงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๕ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อนายศิโรจน์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เสียงปวงชน โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ทั้งห้าเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง กล่าวคือ จำเลยร่วมกันใส่ความโจทก์ที่ ๑ ว่า "อิหม่ามบุญญา ศรีสมาน อิหม่ามประจำมัสยิดอาลียิดดารอยน์ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลภูเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ใช้อำนาจโดยเผด็จการซื้อเอาที่ดินของมัสยิดมาเป็นของตนเอง" และใส่ความโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ ว่า "ครั้นต่อมาอิหม่ามบุญญากับคณะกรรมการมัสยิดอีก ๔ คนคือ นายวาฮับ จรรยา นายการีม รอดเปรม นายประมินทร์ มาทอง นายอุดม เย็นภูเขา ได้นำเจ้าหน้าที่มาสอบเขตที่ดิน แต่อิหม่ามบุญญาก็ไม่ได้ประกาศหรือประชุมให้สัปบุรุษทราบ ทำการไปโดยพลการ เมื่อทำการรังวัดเสร็จแล้วปรากฏว่าที่ดินเดิม ๓ ไร่ ๑๖ วา กลับวัดได้แค่ ๒ ไร่ ๑๔ วา หายไปราวครึ่งไร่หรือ ๒๐๒ วา ในเรื่องนี้แม้ตนจะคัดค้านไม่ให้เซ็นชื่อให้เจ้าหน้าที่รังวัด เพราะรังวัดขาดหายไป แต่อิหม่ามบุญญาก็ยอมเซ็นชื่อไป" ซึ่งไม่เป็นความจริง และหนังสือพิมพ์เสียงปวงชนได้ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘, ๘๓, ๙๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีของโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๓ ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า คณะกรรมการโจทก์ได้ปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. ๒๔๙๐ จำเลยไม่มีส่วนได้เสียกับการกระทำของโจทก์ จึงอ้างเหตุป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑) ไม่ได้ เห็นว่าพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๑๐ บัญญัติว่า "มัสยิดใดมีสัปบุรุษน้อยหรือมีพฤติการณ์อย่างอื่น อันไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้หรือเลิกร้างไป ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นผู้รายงานไปยังคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเพื่อขอคำสั่งให้เลิกมัสยิดนั้น ฯลฯ" และระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนกิจของมัสยิด (สุเหร่า) พ.ศ. ๒๔๙๒ หมวด ๔ ข้อ ๒๕ ระบุว่า "สัปบุรุษที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสัปบุรุษของมัสยิดใด มีสิทธิคัดเลือกหรือได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการอิสลามประจำมัสยิดนั้น" ดังนี้แสดงให้เห็นว่าสัปบุรุษของมัสยิดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้มัสยิดดำรงอยู่ได้หรือไม่ ถ้าหากมัสยิดใดมีสัปบุรุษน้อย อาจเป็นเหตุให้เลิกมัสยิดนั้นเสียก็ได้ และผู้ที่จะเป็นกรรมการอิสลามประจำมัสยิดก็ต้องคัดเลือกมาจากสัปบุรุษของมัสยิดนั้นโดยสัปบุรุษของมัสยิดเป็นผู้คัดเลือก สัปบุรุษจึงเป็นผู้มีทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของมัสยิดที่ตนสังกัดอยู่ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นกรรมการของมัสยิดดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินของมัสยิดโดยนำเอาที่ดินที่ตั้งมัสยิดไปทำสัญญาซื้อขายและรังวัดเขตที่ดินขาดหายไป ๒๐๒ ตารางวา โดยมิได้ประชุมชี้แจงให้สัปบุรุษของมัสยิดทราบถึงเหตุผลของการดำเนินการดังกล่าว พฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริต ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า การกระทำของโจทก์ทั้งห้าอาจเกิดความเสียหายแก่มัสยิดได้ จำเลยที ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นสัปบุรุษของมัสยิดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ แสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนให้ข่าวต่อหนังสือพิมพ์เสียงปวงชนดังคำฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนผู้เป็นสัปบุรุษของมัสยิด ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑)จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท โจทก์ฎีกาข้อต่อมาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑) เป็นการกระทำที่เป็นความผิดซึ่งได้รับยกเว้นโทษ จำเลยต้องนำสืบให้ได้ความว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้นจึงไม่ต้องรับโทษ เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานจำเลยศาลจะทราบได้อย่างไรว่าการกระทำของจำเลยเข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย เห็นว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นกระทำไปโดยสุจริตกล่าวคือกระทำไปโดยเชื่อว่าเป็นความจริง แม้จะเป็นการเข้าใจผิด แต่ก็เชื่อว่าความจริงเป็นดังที่ตนเข้าใจแล้ว ก็ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ จึงไม่มีความผิดกรณีหาใช่จำเลยจะต้องนำสืบว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้น จึงไม่ต้องรับโทษไม่เพราะในการพิจารณาคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษจำเลยได้ ฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำไปโดยสุจริตหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยได้จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบเมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตแล้ว ศาลก็ยกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานจำเลยแต่อย่างใด โดยเฉพาะคดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำไปโดยสุจริต ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑) จึงไม่จำต้องสืบพยานจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งงดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานโจทก์ ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๖ วรรคสองบัญญัติว่า "เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือย เกินสมควร หรือประวิงให้ชักช้าหรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดการสืบพยานเช่นว่านั้น หรือพยานหลักฐานอื่นต่อไป" แสดงว่าในการพิจารณาคดี ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้วหรือไม่ หากเห็นว่าพยานหลักฐานที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำสืบต่อไปมิได้ทำให้ข้อเท็จจริงกระจ่างหรือมีน้ำหนักดีขึ้น กลับจะเป็นการถ่วงเวลาให้ชักช้าโดยใช่เหตุ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งงดสืบพยานนั้นเสียได้ โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากโจทก์ทั้งห้าเข้าเบิกความต่อศาลแล้ว โจทก์แถลงขอสืบพยานอีก ๖ ปาก ศาลได้สอบถามทนายโจทก์ถึงความประสงค์ว่าจะสืบพยานที่เหลือคนไหนในข้อใดทุกคนแล้ว เห็นว่าแม้จะให้โจทก์นำพยานทั้งหกคนเข้าสืบก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำเบิกความของตัวโจทก์ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป โดยข้อเท็จจริงที่ได้ความมาคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่เหลือเสีย การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่เหลือดังกล่าว จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2526 นายบุญญา ศรีสมาน กับพวก โจทก์ นายอนงค์หรือกอเซ็ม วิไลเลิศ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญญา ศรีสมาน กับพวก · จำเลย - นายอนงค์หรือกอเซ็ม วิไลเลิศ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชัย วุฒิจำนงค์ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายวีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิบูลย์ สิริตระกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 72/2525ฎีกา 6661/2537ฎีกา 2560/2544ฎีกา 1337/2524ฎีกา 1199/2557ฎีกา 782/2524ฎีกา 1920/2531ฎีกา 507/2539ฎีกา 4249/2542ฎีกา 2972-2973/2529ฎีกา 530/2515ฎีกา 3957/2529ฎีกา 4459/2551ฎีกา 5796/2567ฎีกา 1351/2567ฎีกา 3252/2543ฎีกา 3073/2523ฎีกา 770/2467ฎีกา 541/2504ฎีกา 3901/2545ฎีกา 772/2469ฎีกา 975/2531ฎีกา 2371/2522ฎีกา 7788/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา