⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2957-2966/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2957-2966/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลสั่งรวมสำนวน จำเลยที่ถูกรวมเข้ามาใหม่ต้องได้รับโอกาสให้การและต่อสู้คดีตามกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ให้โอกาสจำเลยดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสิบสำนวนเป็นนิติบุคคลรายเดียวกัน ศาลสั่งรวมพิจารณาสำนวนที่ 1 ถึงสำนวนที่ 9 ซึ่งจำเลยได้ยื่นใบแต่งทนาย และคำให้การเป็นหนังสือไว้แล้ว ต่อมาศาลสั่งรวมพิจารณาสำนวนที่ 10 เข้ากับสำนวนทั้งเก้า แต่ไม่ปรากฏว่ามีใบแต่งทนายและคำให้การในสำนวนที่ 10 ซึ่งน่าจะเป็นเพราะหลงลืมหรือพลั้งเผลอ ดังนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 39 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสอบถามคำให้การด้วยวาจาของจำเลยสำนวนที่ 10 และบันทึกไว้หากจำเลยไม่ยอมให้การ ศาลไม่ปฏิบัติเกี่ยวกับจำเลยสำนวนที่ 10 ตามที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ และสั่งสืบพยานโจทก์สำนวนที่ 10 ไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสำนวนที่ 10ประสงค์จะให้การหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.37 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสิบสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสิบเป็นลูกจ้างจำเลยต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๗ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบด้วยเหตุไม่มีงานให้ทำ โดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค้าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย และค่าเสียหายขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ฯลฯ จำเลยสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ ให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๙ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน สัญญาว่าจ้างกระทำในต่างประเทศมิได้มีข้อตกลงให้ฟ้องคดีได้ในศาลไทย จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับสินจ้างในการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นฟ้องเคลือบคลุมจำเลยมีสิทธิบอกเลิกการจ้างโดยไม่จำต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยสำนวนที่ ๑๐ มิได้ให้การ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสิบเป็นบางประเภท โจทก์ที่ ๑๐ และจำเลยสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเสียก่อน และวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ที่ว่าศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาเพราะสั่งตัดพยานจำเลย ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีไปสืบพยานในนัดต่อไปอีกว่า คดีฟังได้ว่าทนายจำเลยไม่มีเจตนาประวิงคดี คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้สืบพยานจำเลยเพียง ๑ ปาก โดยทนายจำเลยไม่มีโอกาสซักถามพยานที่เตรียมไว้ และสั่งตัดพยานที่เหลือทั้งหมด เป็นการไม่ชอบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมควรอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานจำเลยไป และวินิจฉัยต่อไปถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยในสำนวนที่ ๑๐ ว่า ศาลแรงงานกลางสั่งรวมพิจารณาสำนวนที่ ๑๐ กับสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๒๗ และจำเลยสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ ยื่นใบแต่งทนายความและคำให้การเป็นหนังสือเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๒๗ ศาลแรงงานกลางสั่งรับเป็นคำให้การและสำเนาให้โจทก์ แล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อมาโดยมิได้สอบถามจำเลยในสำนวนที่ ๑๐ จะให้การประการใดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีแรงงานจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้ตามมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่ถ้าจำเลยไม่ได้ให้การเป็นหนังสือ มาตรา ๓๙ ให้ศาลจดคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟังและลงลายมือชื่อไว้ แต่ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสำนวนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดรายเดียวกัน จำเลยได้แต่งให้นางสาวอัจฉรา โตษจระ เป็นทนายความของตน แต่ในใบแต่งทนายและคำให้การได้ลงหมายเลขคดีเฉพาะ ๙ สำนวนแรกแสดงว่าได้ทำใบแต่งทนายและคำให้การไว้ก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีสำนวนที่ ๑๐ เข้ากับคดีสำนวนแรก จึงมิได้พิมพ์หมายเลขคดีสำนวนที่ ๑๐ ในใบแต่งทนายและคำให้การ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะหลงลืมหรือพลั้งเผลอ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของศาลแรงงานกลางที่จะต้องสอบถามคำให้การด้วยวาจาของจำเลยในสำนวนที่ ๑๐ ไว้ หากจำเลยสำนวนที่ ๑๐ ไม่ยอมให้การ ก็ต้องบันทึกไว้ตามมาตรา ๓๙แต่ศาลแรงงานกลางก็มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรา ๓๙ ดังนั้น การสืบพยานโจทก์ในสำนวนที่ ๑๐ ไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสำนวนที่ ๑๐ ประสงค์จะให้การหรือไม่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายชอบที่ศาลแรงงานกลางจะปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อน ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑๐ ต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้เพิกถอนการสืบพยานโจทก์สำนวนที่ ๑๐ กับรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๗ และการสืบพยานจำเลยในวันดังกล่าว ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำให้การของจำเลยสำนวนที่ ๑๐ ให้ถูกต้อง โดยสืบพยานโจทก์ในสำนวนที่ ๑ และพยานจำเลยใหม่ แล้วพิพากษาตามรูปความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2957 - 2966/2527 นายยีน เจ วอลแลค โจทก์ บริษัทบอสเวลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล สิงคโปร์ (พี.ที.อี.) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายยีน เจ วอลแลค · จำเลย - บริษัทบอสเวลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล สิงคโปร์ (พี.ที.อี.) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรัช รัตนอุดม · ขจร หะวานนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายสนิท นิติธรรมาศ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4838/2548ฎีกา 839/2545ฎีกา 685/2550ฎีกา 8374/2547ฎีกา 6514/2543ฎีกา 2599/2541ฎีกา 5111/2543ฎีกา 4618/2541ฎีกา 9347/2544ฎีกา 4309/2541ฎีกา 9196-9215/2544ฎีกา 945/2530ฎีกา 1773/2524ฎีกา 8395/2550ฎีกา 865-875/2530ฎีกา 2116-2118/2544ฎีกา 315-327/2543ฎีกา 7083/2544ฎีกา 5470/2555ฎีกา 23/2540ฎีกา 6805-6807/2544ฎีกา 10971/2555ฎีกา 5076/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา