⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1773/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1773/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยไม่มาศาลแรงงานในวันสืบพยาน ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้ศาลพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยไม่มาศาลแรงงานในวันสืบพยาน ไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น จำเลยจึงขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 197วรรคสองซึ่งมาตรา 202 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเนื่องจากมาทำงานสายหรือไม่ การที่โจทก์นำสืบว่านาฬิกาของจำเลยเร็วไปก็ดี จำเลยยอมให้มาสายได้ก็ดี หานอกประเด็นไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์นำสืบต่างไปจากเอกสารที่ลงไว้ว่าโจทก์มาทำงานสาย จึงไม่ชอบที่ศาลจะรับฟัง เป็นปัญหาว่าควรเชื่อฟังพยานหลักฐานโจทก์หรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา54 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างที่มิได้บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวเพราะโจทก์มาทำงานสายและจำเลยเคยเตือนโจทก์เป็นหนังสือแล้ว ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงว่า โจทก์มาทำงานสายซึ่งจำเลยมีหนังสือเตือนแล้วหรือไม่ ส่วนข้อที่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างที่ไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าและค่าชดเชย เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาท หาใช่ประเด็นข้อพิพาทไม่แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ โดยนำเอาผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทมากำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วย แต่ไม่ครบถ้วน ก็ไม่ทำให้ประเด็นข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.197 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.202 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.37 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.40 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.42 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างที่มิได้บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยมาศาลแรงงานกลางตามกำหนดนัดในการพิจารณาคดีและแถลงต่อสู้คดีว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะมาทำงานสาย จำเลยเคยเตือนโจทก์เป็นหนังสือแล้ว โจทก์กระทำความผิดซ้ำอีก ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเนื่องจากกระทำผิดระเบียบข้อบังคับ มาทำงานสาย ซึ่งจำเลยเคยมีหนังสือเตือนมาแล้วหรือไม่ โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนแล้วจำเลยนำสืบแก้ และได้นัดสืบพยานโจทก์ไป โจทก์จำเลยทราบนัดแล้ว ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณา ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ครั้นสืบพยานโจทก์เสร็จศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในวันเดียวกันให้จำเลยจ่ายสินจ้างที่ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามฟ้องให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 40 วรรคสองเป็นเรื่องจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลในวันนัดพิจารณาตามมาตรา 37 แล้วไม่มาตามกำหนดนัด คดีนี้จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาและให้การไว้แล้ว แต่ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์กรณีจำเลยไม่มาศาลแรงงานในวันนัดสืบพยาน ไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัตินั้นเพราะไม่ขัดหรือแย้งกัน การที่จำเลยทราบนัดแล้วมิได้มาศาลในวันสืบพยานโจทก์ซึ่งโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน อันเป็นวันสืบพยานโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี ย่อมถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 197 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งมาตรา 202 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา แล้วพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นพิพาทว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเนื่องจากกระทำผิดระเบียบข้อบังคับ มาทำงานสายซึ่งจำเลยเคยมีหนังสือเตือนแล้วหรือไม่ การที่โจทก์นำสืบว่านาฬิกาของจำเลยเร็วไปก็ดี จำเลยยอมให้มาสายได้ก็ดีเป็นการนำสืบว่าโจทก์มิได้ทำผิดระเบียบข้อบังคับตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้นั่นเองหานอกประเด็นไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์นำสืบต่างไปจากเอกสารที่ลงไว้ว่าโจทก์มาทำงานสายจึงไม่ชอบที่ศาลจะรับฟังนั้นเป็นปัญหาว่าควรเชื่อถือพยานหลักฐานโจทก์หรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างที่มิได้บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจำเลยให้การว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะมาทำงานสาย จำเลยเคยเตือนโจทก์เป็นหนังสือแล้ว โจทก์กระทำความผิดซ้ำอีก ดังนี้ เป็นการปฏิเสธว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายทั้งสินจ้างที่ไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าและค่าชดเชยด้วยเหตุเดียวกันตามคำให้การ ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงว่าโจทก์กระทำผิด มาทำงานสาย ซึ่งจำเลยมีหนังสือเตือนแล้วหรือไม่ส่วนข้อที่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างที่ไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าและค่าชดเชย เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาท หาใช่ประเด็นข้อพิพาทไม่ ฉะนั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเนื่องจากกระทำผิดระเบียบข้อบังคับมาทำงานสาย ซึ่งจำเลยเคยมีหนังสือเตือนมาแล้วหรือไม่โดยนำเอาผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทมากำหนดประเด็นข้อพิพาทด้วย แต่ไม่ครบถ้วน ก็ไม่ทำให้ประเด็นข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงไป เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิดระเบียบข้อบังคับ มิได้มาทำงานสาย ศาลแรงงานกลางย่อมพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างที่ไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1773/2524 นางอรทัย โน๊ตศิริ โจทก์ บริษัทสยามเลส จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอรทัย โน๊ตศิริ · จำเลย - บริษัทสยามเลส จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ขจร หะวานนท์ · สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2181/2519ฎีกา 2749/2538ฎีกา 4715/2542ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5098/2550ฎีกา 1896/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา