⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3673/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3673/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นภายหลังสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมได้ * ข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง * ดอกเบี้ยในกรณีที่นายจ้างผิดนัดชำระหนี้แก่ลูกจ้างจะเริ่มนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่ปรากฏวันผิดนัดที่ชัดเจน

ย่อคำพิพากษา

กรณีที่สหภาพแรงงานและนายจ้างต่างแจ้งข้อเรียกร้องฝ่ายละหลายข้อ ซึ่งต้องแบ่งข้อเรียกร้องเจรจากันเป็นคราว ๆ ไป แม้ในการเจรจาคราวแรกจะตกลงกันได้และทำเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ในการเจรจาข้อเรียกร้องข้ออื่น ๆ ต่อมา สหภาพแรงงานก็มีอำนาจที่จะตกลงแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับแรกได้ ดังนั้น เมื่อข้อตกลงในการเจรจาคราวแรกกำหนดเงื่อนไขในการไม่จ่ายเงินบำเหน็จไว้ประการหนึ่ง แล้วต่อมาทำความตกลงเพิ่มเงื่อนไขในการไม่จ่ายเงินบำเหน็จอีกประการหนึ่ง อันเป็นเงื่อนไขซึ่งจะตัดสิทธิของลูกจ้างที่จะกระทำผิดในอนาคต ไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของลูกจ้างทั่วไปที่ได้รับตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับแรกอยู่ก่อนแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับหลังนี้จึงมีผลใช้บังคับ เมื่อค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง และกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ถือเอาอัตราค่าจ้างเป็นเกณฑ์ในการคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลาฯ นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น การที่สหภาพแรงงานตกลงกับนายจ้างว่าไม่ให้นำค่าครองชีพมาเป็นฐานคำนวณจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว ข้อตกลงนี้จึงไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง ลูกจ้างฟ้องเรียกดอกเบี้ยจากเงินบำเหน็จ ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดจากนายจ้างก่อนวันฟ้อง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่านายจ้างผิดนัดเมื่อใดจึงกำหนดให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.31 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.34 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.39 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.42 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.13 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.20 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.98

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ลูกจ้างที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดถึงขั้นไล่ออก จำเลยให้โจทก์ทำงานในวันทำงานเกินกำหนดเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ทำงานในวันหยุดและทำงานในวันหยุดเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงานโดยจ่ายค่าล่วงเวลาไม่ถูกต้องเพราะมิได้นำเงินค่าครองชีพซึ่งเป็นค่าจ้างมาเป็นฐานคำนวณจ่ายค่าจ้าง จึงต้องจ่ายเพิ่มแก่โจทก์ ขอศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยตามบัญชีรายละเอียดท้ายฟ้องแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะมีผลงานตกต่ำและขาดงานมากซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกำหนดให้การเลิกจ้างเพราะเหตุนี้ไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินบำเหน็จ ส่วนค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดนั้น จำเลยไม่เคยนำค่าครองชีพมาเป็นฐานคำนวณและเป็นเจตนาของนายจ้างลูกจ้างซึ่งตกลงให้ถือปฏิบัติกันเช่นนี้ตลอดมา จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวเพิ่ม ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะกำหนดให้จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างกระทำความผิดจนถึงขั้นไล่ออกก็ตาม แต่ต่อมาได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเพิ่มเติมกำหนดให้จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จกรณีที่เลิกจ้าง เนื่องจากสาเหตุที่ลูกจ้างขาดงานมากโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จ ส่วนค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดนั้น สหภาพแรงงานได้ตกลงกับจำเลยว่า ไม่ต้องนำค่าครองชีพมาเป็นฐานคำนวณ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดเพิ่ม พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดอำนาจหน้าที่ของสหภาพแรงงานไว้ใน มาตรา ๙๘(๑) ว่า"เรียกร้อง เจรจา ทำความตกลง และรับทราบคำชี้ขาดหรือทำข้อตกลงกับนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างในกิจการของสมาชิกได้" ไม่มีข้อความหรือบทบัญญัติใดที่จำกัดขอบเขตอำนาจของสหภาพแรงงานไว้ว่า ในการเจรจาตามข้อเรียกร้อง เมื่อสหภาพแรงงานทำเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ครั้งหนึ่งแล้วแม้การเจรจาข้อเรียกร้องข้ออื่นจะยังไม่เสร็จสิ้น สหภาพแรงงานก็ไม่มีอำนาจที่ตกลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับแรก จริงอยู่ ตามมาตรา ๒๐กำหนดว่า "เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า" แต่ก็เป็นบทบัญญัติห้ามนายจ้างมิให้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเท่านั้น จะนำมาใช้กับกรณีที่สหภาพแรงงานทำข้อตกลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งเกิดจากข้อเรียกร้องตามมาตรา ๑๓หาได้ไม่ กรณีที่สหภาพแรงงานและจำเลยต่างแจ้งข้อเรียกร้องฝ่ายละหลายข้อ ซึ่งไม่อาจเจรจาหรือตกลงกันให้เสร็จสิ้นในความเดียวกัน ต้องแบ่งข้อเรียกร้องเจรจากันเป็นคราว ๆ แม้การเจรจาข้อเรียกร้องคราวแรกจะสามารถตกลงกันได้และทำเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม ในการเจรจาข้อเรียกร้องข้ออื่นซึ่งเกิดจากแจ้งข้อเรียกร้องคราวเดียวกัน สหภาพแรงงานก็มีอำนาจที่จะตกลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับแรกได้ ปรากฏว่าสหภาพแรงงานทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับหลังเพิ่มเติมเงื่อนไขในการจ่ายเงินบำเหน็จว่า "เมื่อบริษัทเลิกจ้างพนักงานเนื่องจากสาเหตุที่พนักงานขาดงานมากโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และผู้บังคับบัญชาได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วเป็นลายลักษณ์อักษร บริษัทจะไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้" นั้นเป็นเงื่อนไขซึ่งจะตัดสิทธิของลูกจ้างที่จะกระทำผิดในอนาคต ไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของลูกจ้างทั่วไปที่ได้รับตามข้อตกลงเกี่ยวกับงสภาพการจ้างฉบับแรกอยู่ก่อนแล้วข้อตกลงเกี่ยวกับงสภาพการจ้างดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับ ค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๓๔, ๓๙ และ ๔๒ กำหนดให้ถือเอาอัตราค่าจ้างเป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด ฉะนั้น ในการจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายซึ่งต้องรวมค่าจ้างทุกประเภทรวมทั้งค่าครองชีพมาเป็นฐานคำนวณ การที่สหภาพแรงงานตกลงกับจำเลยว่าไม่ให้นำเงินค่าครองชีพมาเป็นฐานคำนวณนั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง จำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มให้แก่โจทก์ตามฟ้อง สำหรับเรื่องดอกเบี้ยซึ่งโจทก์เรียกร้องมาก่อนวันฟ้องปรากฏว่าโจทก์มิได้สืบพยานและตามเอกสารซึ่งคู่ความรับกันหรือตามฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดแต่เมื่อใด ฉะนั้นจะถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่โจทก์ขอไม่ได้ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๓๑วรรคแรก ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ตามฟ้อง กับให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3673/2527 นายวรเวทย์ วิชญวิศิษฏ์กุล กับพวก โจทก์ บริษัทเทยินโพลีเอสเตอร์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวรเวทย์ วิชญวิศิษฏ์กุล กับพวก · จำเลย - บริษัทเทยินโพลีเอสเตอร์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพียร สุมิระ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเฉลิม สุคนธ์ขจร · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5655-5751/2543ฎีกา 1615/2527ฎีกา 1180/2540ฎีกา 2055/2554ฎีกา 3757/2543ฎีกา 3942/2545ฎีกา 2905/2529ฎีกา 5445-5565/2544ฎีกา 2300/2533ฎีกา 308-309/2511ฎีกา 225/2504ฎีกา 1468/2525ฎีกา 3056/2528ฎีกา 6681/2538ฎีกา 2886/2545ฎีกา 887/2527ฎีกา 10022/2553ฎีกา 1854/2493ฎีกา 182/2524ฎีกา 4032/2524ฎีกา 2771/2530ฎีกา 7038/2544ฎีกา 16552/2555ฎีกา 1339/2516
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา