⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 859/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นเพื่อรักษาสิทธิของบริษัท ไม่ถือว่ากรรมการบริษัทเป็นนายจ้างของผู้ถือหุ้นนั้น

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์กับพวกฟ้อง ป. กรรมการผู้จัดการของจำเลยกับพวกและโจทก์เบิกความชั้นไต่สวนคำร้องเพื่อขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวเป็นกรณีที่โจทก์กระทำในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยเพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของบริษัทจำเลยมิใช่กระทำในฐานะที่เป็นลูกจ้าง การที่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นฟ้อง ป. กับพวกซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับโจทก์ ถือไม่ได้ว่าป. กับพวกอยู่ในฐานะที่เป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยจะนำเหตุนี้เป็นข้ออ้างเลิกจ้างโจทก์หาได้ไม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ.2522 มาตรา 49ให้อำนาจ ศาลที่จะวินิจฉัยว่าลูกจ้างกับนายจ้างสามารถร่วมกันทำงานต่อไปได้หรือไม่ โดยคำนึงถึงสภาพของสถานประกอบการและความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ถ้าเห็นว่าพอทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็จะสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงาน ถ้าเห็นว่าไม่อาจร่วมกันทำงานต่อไปได้ก็จะกำหนดให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแทนการบังคับให้รับกลับเข้าทำงานเมื่อคดีได้ความว่าโจทก์กับกรรมการบริษัทจำเลยเป็นพี่น้อง กันการที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิจารณาถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ และสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานจึงไม่ใช่การวินิจฉัยคดีโดยไม่มีข้อเท็จจริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.2 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ก็เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย และเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าควบคุมฝ่ายบัญชี ต่อมาจำเลยโดย ป. กรรมการผู้จัดการเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำเนินกิจการของจำเลย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์กระทำการเป็นปฏิปักษ์และขัดขวางการดำเนินกิจการของจำเลย โจทก์ฟ้องคดีแพ่งแล้วเบิกความเท็จชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว ทำให้ศาลหลงเชื่อและมีคำสั่งห้ามกรรมการของบริษัทจำเลยกู้ยืมเงินเพื่อใช้ดำเนินกิจการของจำเลย โดยโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนประจำวันและใช้ในโครงการขยายงานโจทก์ยักยอกเอาเอกสารบัญชีของจำเลยเก็บไว้โดยไม่มีอำนาจ โจทก์ปลุกปั่นยุยงพนักงานของจำเลยให้กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยไม่อาจรับโจทก์เข้าทำงานได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่โจทก์กับพวกพ้อง ป. กรรมการผู้จัดการจำเลยกับพวก และโจทก์เบิกความชั้นไต่สวนคำร้องเพื่อขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวนั้น เป็นกรณีที่โจทก์กระทำในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย ทั้งนี้เพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของโจทก์และบริษัทจำเลย มิใช่กระทำในฐานะที่เป็นลูกจ้าง การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นฟ้อง ป. กับพวกซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับโจทก์ ถือไม่ได้ว่า ป. กับพวกอยู่ในฐานะที่เป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยจะนำเหตุนี้เป็นข้ออ้างเลิกจ้างโจทก์หาได้ไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยเสียหายหรือไม่ ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของจำเลยมั่นคงกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีฟังได้ว่า โจทก์เอาบัญชีของจำเลยไปโดยพลการ และโจทก์กล่าวปลุกปั่นยุยงพนักงานของจำเลยให้กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นข้อเท็จจริง แม้ศาลแรงงานกลางมิได้ยกพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยขึ้นวินิจฉัยโดยละเอียดว่าเชื่อพยานโจทก์ปากใด ไม่เชื่อพยานจำเลยปากใด ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการวินิจฉัยคดีนอกสถาน อุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔๙ ให้อำนาจศาลที่จะวินิจฉัยว่าลูกจ้างกับนายจ้างสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้หรือไม่โดยคำนึงถึงสภาพของสถานประกอบการและความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างถ้า เห็นว่าพอทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็จะสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานและถ้าเห็นว่าไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ก็จะกำหนดให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแทนการบังคับให้รับเข้าทำงาน คดีนี้ได้ความว่าโจทก์กับกรรมการของบริษัทจำเลยเป็นพี่น้องกัน การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุพินิจพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับกรรมการของบริษัทจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ และสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยคดีโดยไม่มีข้อเท็จจริง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2527 นางเพ็ญพรรณ ตันตินิรันดร์ โจทก์ บริษัทโรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเพ็ญพรรณ ตันตินิรันดร์ · จำเลย - บริษัทโรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพียร สุมิระ · ขจร หะวานนท์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายฟอง แสวงธรรม · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 995/2529ฎีกา 5609/2542ฎีกา 12194-12198/2553ฎีกา 1437/2524ฎีกา 359/2541ฎีกา 2652/2523ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4091/2549ฎีกา 2459/2525ฎีกา 4533/2549ฎีกา 3801/2531ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 2222/2560ฎีกา 2133/2531ฎีกา 5396/2540ฎีกา 4812/2550ฎีกา 3355/2535ฎีกา 1221/2549ฎีกา 897/2547ฎีกา 258/2545ฎีกา 255/2531ฎีกา 7044/2537ฎีกา 8335/2560
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา