⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3706-3707/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706-3707/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความท้าให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยไม่ต้องสืบพยาน คู่ความนั้นย่อมสละสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นดังกล่าว และศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนั้นได้ทันที คู่สัญญาประนีประนอมยอมความมีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาได้ แม้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาจะยังไม่ได้แสดงเจตนาต่อคู่สัญญาฝ่ายที่ต้องรับผิดก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่ามิได้ผิดสัญญาและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ก่อนสืบพยานคู่ความท้ากันให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยไม่ต้องสืบพยาน เพียงประเด็นเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ดังนี้ ปัญหาที่ว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่จึงเป็นปัญหาที่คู่ความสละแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำท้าไปได้โดยไม่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้โดยมีข้อผูกพันจำเลยว่า จำเลยจะทำสัญญาให้ผู้มีชื่อเช่าตึกแถวและจำเลยจะต้องก่อสร้างตึกแถวเพื่อให้ผู้มีชื่อได้เช่า จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่าง ๆ ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติ โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลย มิใช่เรื่องของบุคคลภายนอกกับโจทก์หรือจำเลย ดังนั้น แม้บุคคลภายนอกจะยังมิได้แสดงเจตนาต่อจำเลย ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าว ก็มิใช่ข้อที่จำเลยจะอ้างได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.374 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องใจความว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยอมให้นายเชิดศักดิ์กับพวกทำสัญญาเช่าตึกแถวตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมทำสัญญาเช่าให้แก่ผู้เช่า และโจทก์จำเลยยังได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันอีกว่า จำเลยจะทำการก่อสร้างตึกแถวที่สร้างค้างอยู่ต่อไปจนเสร็จเพื่อให้นางสมจิตกับพวกได้เช่า แต่จำเลยกลับเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้โจทก์ซึ่งจะต้องรับผิดต่อนางสมจิตกับพวกได้รับความเสียหาย จึงขอให้พิพากษาและบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหากปฏิบัติไม่ได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การใจความว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้อง ก่อนสืบพยาน คู่ความตกลงท้ากันขอให้ศาลวินิจฉัยคดีทั้งสองสำนวนเพียงประเด็นเดียวคือ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นข้อแพ้ชนะกัน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้แก่โจทก์ทั้งสองสำนวน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สำนวนแรกข้อเท็จจริงยังฟังยุติไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ การท้ากันว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จึงไม่มีผล ส่วนสำนวนที่สองข้อเท็จจริงฟังยุติได้และเห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในสำนวนแรก ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ สำนวนที่สองให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับสำนวนแรกนั้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์จำเลยท้ากันไม่สืบพยาน คู่ความต่างสละประเด็นอื่นทั้งหมด คงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลจึงต้องวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วเท่านั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้แก่โจทก์โดยไม่ยอมทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าให้แก่บุคคลที่โจทก์ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญา บุคคลที่โจทก์ระบุไว้ไม่เคยไปติดต่อทำสัญญาเช่ากับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับบุคคลดังกล่าว ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ๑. จำเลยผิดสัญญายอมหรือไม่ ๒. โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญายอมได้เพียงใด ก่อนสืบพยาน คู่ความท้ากันให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นข้อแพ้ชนะกันโดยไม่ต้องสืบพยานเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ จึงเป็นปัญหาที่คู่ความได้สละแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวอีก ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำท้าของคู่ความไปได้โดยไม่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งในสำนวนแรกและสำนวนที่สองตามฎีกาของจำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้โดยมีข้อผูกพันจำเลยว่า จำเลยจะทำสัญญาให้นายเชิดศักดิ์กับพวกเช่าตึกแถวตามระยะเวลาและเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความประการหนึ่งกับจำเลยจะต้องก่อสร้างตึกแถวให้แล้วเสร็จด้วยทุนทรัพย์ของจำเลยเองเพื่อให้นางสมจิตกับพวกซึ่งได้ขอเช่าไว้ได้เช่าจากจำเลยโดยจำเลยจะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอีกประการหนึ่ง จำเลยก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่าง ๆ ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติ โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลย มิใช่เรื่องของบุคคลภายนอกกับโจทก์หรือจำเลย ดังนั้น แม้บุคคลภายนอกจะยังมิได้แสดงเจตนาต่อจำเลยว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าว ก็มิได้ข้อที่จำเลยจะอ้างได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706 - 3707/2528 นายซิวกัง แซ่เอี๊ย โจทก์ นางสมบูรณ์ อัศเวศน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายซิวกัง แซ่เอี๊ย · จำเลย - นางสมบูรณ์ อัศเวศน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม - นายกิจจา ฮารังษี · ศาลอุทธรณ์ - นายพนม พ่วงภิญโญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3996/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2460/2517ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1084/2539ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา