⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3803/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยใช้กลอุบายหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อจนเกิดความเสียหาย ถือเป็นมูลละเมิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมาขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาให้โจทก์ยึดถือเป็นประกันโจทก์ตกลงให้กู้ยืมแต่เห็นว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวมีชื่อ อ. เป็นเจ้าของที่ดิน จึงมอบหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่กรอกข้อความแล้วให้จำเลยเอาไปให้ อ. ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ จำเลยนำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไปแล้วนำมาคืนให้โจทก์โดย ใช้อุบาย หลอกลวงโจทก์ว่า อ. ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้แล้ว โจทก์หลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยและยึดถือหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้ ต่อมาเมื่อหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์ทวงถามให้ อ. ชำระหนี้แต่ อ. ปฏิเสธว่าไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ ลายมือชื่อ อ. ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องเป็นเรื่องที่ขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด เป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและ คำขอบังคับตลอดจนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัด แม้จะมิได้ส่งสำเนาเอกสารที่กล่าวในคำบรรยายฟ้องมาพร้อม คำฟ้องด้วย คำฟ้องโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมาขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๗๐,๐๐๐ บาท โจทก์ตกลงให้กู้ยืมโดยให้จำเลยนำนางอรุณภริยาจำเลยมาทำสัญญากู้ยืมเพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่จำเลยจะนำมาให้โจทก์ยึดถือเป็นประกันมีชื่อนางอรุณเป็นเจ้าของ โจทก์มอบหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่กรอกข้อความแล้วให้จำเลยไปเพื่อให้นางอรุณลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ จำเลยนำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วนำมาคืนให้โจทก์ โดยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ว่า นางอรุณลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้แล้ว โจทก์หลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยไปและยึดถือหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไว้ ในวันที่จำเลยมาขอกู้ยืมเงินนั้นจำเลยได้ทำหนังสือรับรองไว้แก่โจทก์ว่าลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายมือชื่อของนางอรุณ หากเกิดความเสียหายขึ้นจำเลยยอมรับผิด ต่อมาเมื่อหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินถึงกำหนดชำระแล้วโจทก์ทวงถาม แต่นางอรุณปฏิเสธว่าไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ลายมือชื่อนางอรุณในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจะต้องชดใช้เงิน ๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันรับเงินไปจากโจทก์ ขอบังคับจำเลยให้ชำระพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยขอกู้ยืมเงินโจทก์ เคยขอกู้จากนายจินดาแต่ระหว่างติดต่อกันนายจินดาตายเสียก่อน โจทก์สมคบกับทายาทของนายจินดาว่าจำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาติดต่อขอกู้จากโจทก์ ความจริงจำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาให้นายจินดาตรวจสอบเพื่อขอกู้จากนายจินดา จำเลยไม่เคยทำหนังสือรับรองว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างเป็นลายมือชื่อของนางอรุณ หากมีลายมือชื่อจำเลยในหนังสือรับรองก็เป็นลายมือชื่อปลอม คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายสภาพแห่งข้อหาให้ชัดแจ้งว่าการรับรองลายมือชื่อตามฟ้องจำเลยจะต้องรับผิดในฐานะผู้ทำละเมิดหรือผู้ค้ำประกัน อีกทั้งไม่ส่งสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือรับรองทำให้หลงข้อต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ ให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมาขอกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) มาให้โจทก์ยึดถือเป็นประกัน โจทก์ตกลงให้กู้ยืมแต่เห็นว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) ดังกล่าวมีชื่อนางอรุณภริยาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน โจทก์จึงมอบหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่กรอกข้อความแล้วให้จำเลยเอาไปให้นางอรุณลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ จำเลยนำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไปแล้วนำมาคืนให้โจทก์ โดยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ว่านางอรุณลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้แล้ว โจทก์หลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยและยึดถือหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไว้ ต่อมาเมื่อหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์ทวงถามให้นางอรุณชำระหนี้ แต่นางอรุณปฏิเสธว่าไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ ลายมือชื่อนางอรุณในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องเป็นเรื่องที่ขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด และเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตลอดจนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัด แม้จะมิได้ส่งสำเนาเอกสารที่กล่าวในคำบรรยายฟ้องมาพร้อมคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ก็ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ ไม่เคลือบคลุม พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2528 ร้อยตำรวจเอกบุญสืบ สุภานันท์ โจทก์ นายเจียก วิเชียรแลง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยตำรวจเอกบุญสืบ สุภานันท์ · จำเลย - นายเจียก วิเชียรแลง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง คล้ายแก้ว · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ปรานอม มหรรณพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายอัมพร สิทธิบุศย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสำราญ ชื่นเจริญสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3601/2530ฎีกา 2383/2536ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา