คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4114/2528
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าจัดการกิจการของลูกหนี้แล้ว การเลิกจ้างลูกจ้างของลูกหนี้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน และเงินค่าชดเชยที่เกิดขึ้นจากการเลิกจ้างนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องจ่ายจากทรัพย์สินของลูกหนี้
ย่อคำพิพากษา
เมื่อจำเลยที่ 1 (ลูกหนี้) ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้วย่อมหมดอำนาจ ที่จะดำเนินกิจการงานของตนต่อไป แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตามกฎหมายที่จะจัดการหรือกระทำการ ที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปแทน จำเลยที่ 1 และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าลูกจ้างของลูกหนี้ หมดสิทธิที่จะทำงานให้ลูกหนี้ต่อไปดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 บอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46
เงินค่าชดเชยซึ่งกฎหมายแรงงานบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่าย ให้แก่โจทก์นั้นเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ย่อมเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 94 แห่ง พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้จัดการกิจการทรัพย์สินแทน จำเลยที่ 1 แล้วเกิดมีเงินที่กฎหมายบังคับให้จ่ายเกิดขึ้น จำเลยที่ 2 ก็มีหน้าที่ต้องเอาเงินของจำเลยที่ 1 จ่ายแทนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้จ่ายเงินค่าชดเชยได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ม.46 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.24 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.25 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.26 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.94
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยที่ ๑ ต่อมาศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ไว้ชั่วคราว หลังจากนั้นโจทก์ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ต่อไป จนกระทั่งจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ได้บอกเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีหนึ่งแล้ว บรรดากิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ ๒ แต่ผู้เดียว ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวแล้วจำเลยที่ ๑ ก็ไม่อาจดำเนินกิจการมีผลให้พนักงานจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถทำงานต่อไปได้เป็นไปโดยผลของกฎหมายมิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่ ๒ บอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิทธิหรือมูลหนี้ในเงินค่าชดเชยจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานแล้ว มิใช่เกิดก่อนมีการเลิกจ้างก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวของจำเลยที่ ๑ ยังมิได้มีการเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นภายหลังจากการสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวจึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับได้ในคดีล้มละลายตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา ๒๖ และจำเลยที่ ๒ ไม่จำต้องเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา ๒๕ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีอำนาจนำทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ในคดีล้มละลายมาชำระหนี้ต่อโจทก์ในคดีนี้ได้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ล้มละลาย และโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ แล้ว
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้วย่อมหมดอำนาจที่จะดำเนินกิจการงานของตนต่อไปก็จริง แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะจัดการหรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปแทนลูกหนี้ หามีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าลูกจ้างของลูกหนี้หมดสิทธิที่จะทำงานให้ลูกหนี้ต่อไปไม่ ดังจะเห็นได้ว่า ในคดีนี้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราววันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๒๗ โจทก์ก็ยังทำให้ลูกหนี้และได้รับค่าจ้างเรื่อยมาจนถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๗ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงแจ้งให้โจทก์หยุดทำงาน ดังนี้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ เลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายแรงงานจึงชอบแล้ว ส่วนเงินค่าชดเชยซึ่งกฎหมายแรงงานบังคับให้จำเลยที่ ๑ ต้องจ่ายให้โจทก์นั้นเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วย่อมเห็นได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระได้ตามมาตรา ๙๔ แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการกิจการทรัพย์สินแทนจำเลยที่ ๑ แล้วเกิดมีเงินที่กฎหมายบังคับให้จ่ายเกิดขึ้น จำเลยที่ ๒ ก็มีหน้าที่ต้องเอาเงินของจำเลยที่ ๑ จ่ายแทนจำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4114/2528
นายสวัสดิ์ ลิ่มลิขิต กับพวก โจทก์
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามเงินทุน จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสวัสดิ์ ลิ่มลิขิต กับพวก · จำเลย - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามเงินทุน จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสนอ ศรนิยม · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายกอบเกียรติ รัตนพานิช · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา